7_z_DragoN View my profile

[Fic]Sky Dream [Intro]

posted on 12 May 2013 21:19 by kuro-hozu in SKYdream

SKY _ DREAM

Tittle : Sky Dream
Couple : Yunho-Jaejoong,Yuchun-Junsu,Changmin-Junki
Level Rate : NC 13+
Writer : HozuYuyooN 


***เรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการ(บ้าบอ)ของผู้แต่ง ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับชีวิตจริงของบุคคล และสถานที่ที่มีชื่ออยู่ในเรื่องทั้งสิ้น*** 


Writer Note ; เรื่องนี้เป็นฟิคเรื่องแรกที่ผู้เขียนแต่งขึ้นคับ แต่งไว้นานมากแล้ว ยังไม่จบซะที = =" คือพอร์ทเรื่องอ่ะวางไว้จนจบแล้วคับ แต่แบบ...ขาดกำลังใจอย่างแรง เพราะเรื่องนี้เป็นแนวรักวัยรุ่นที่มีอยู่มากมาย แล้วช่วงแรกยังเขียนออกมาไม่ค่อยดีเท่าที่ควรนัก เลยดูจะมีคนให้ความสนใจน้อย T^T...ยังไงก็ข้อคำแนะนำจากผู้อ่านด้วยนะคับ และก็ขอกำลังใจด้วยนะค้าบ 

 

Introduction

 

Kim Jaejung : หนุ่มหน้าสวยที่เพิ่งกลับมาจากประเทศนอกหลังจากต้องไปอาศัยอยู่ที่นั่นชั่วคราวด้วยเหตุผลทางครอบครัว 


Kim Junsu : เพื่อนซี้แจจุงตั้งแต่สมัยเด็ก นิสัยใสๆ ซื่อๆ ไม่ค่อยยอมใคร 


Shim Changmin : ลูกพี่ลูกน้องของแจจุง และจุนซู เป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง และจอมวางแผนมือฉมังโดยที่ใครก็จับได้ยาก 


 

Jung Yunho : บุคลิกมาดขรึมจนไม่คิดว่าจะเป็นแค่เด็ก นักเรียนม.ปลาย เป็นคนไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์ แต่ก็ซื่อตรงกับใจตัวเองเป็นที่สุด 


 

Park Yuchun : หนุ่มแสบประจำโรงเรียน กวนประสาท และหาเรื่องเก่งเป็นที่สุด แต่ก็เป็นคนตรงไปตรงมากับใจตัวเองสุดๆ ไม่แพ้เพื่อนสมัยเด็กอย่างยุนโฮ

 

 

Lee Junki : รุ่นพี่หน้าสวย แต่นิสัยแมนเกินร้อย ลูกชายเจ้าของร้านอาหารที่คว้าใจคนชอบอาหารได้อย่างไม่ยาก

 

 

 

Intro.

 

แฮ่ก  แฮ่ก...........แฮ่ก....... เสียงหอบหายใจของร่างบางๆ ตัวเล็กๆ ที่ยืนเอนหลังพิงกำแพงในซอย  พลางทำหน้าหงุดหงิดตัวเองอยู่ไม่น้อย 

...ทำไมเราต้องหนีด้วยนะ  หึ  ถ้าไม่ใช่เพราะพวกนั้นมีพวกมากกว่า เราคงไม่ต้องมาเหนื่อยหอบแบบนี้ ลองมาตัวต่อตัวยังไงเราก็ไม่มีทางแพ้!...

ร่างบางตัวเล็กคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ดูเหมือน ‘พวกนั้น’ ในความคิดกำลังจะตามไล่หลังเขามาติดๆ

“เฮ้ย...หาให้ทั่ว  วันนี้ยังไงก็ต้องเอาคืนให้ได้” คนที่ดูเหมือนจะเป็นลูกพี่ใหญ่ในกลุ่ม ออกคำสั่งพวกลูกน้องที่ดูจะตัวเล็กกว่าตัวเองหลายขุมอย่างหัวเสีย ทั้งที่ยังมีสำลีอุดจมูกข้างหนึ่งไว้  ทำให้เสียงที่ดังออกมาดูตลกมากกว่าจะน่ากลัว

ร่างบางพอได้ยินเสียงคู่อริก็รีบถอยร่นเข้าไปในซอยมืด พลางกุมหน้าอกตัวเองเพื่อให้มีอาการเหนื่อยหอบน้อยลง  

ที่ไม่มีใครตามเขาเข้ามาในซอยนี้ก็เพราะมันมืด  และก็มีข่าวลือที่พวกผู้ใหญ่ใช้ขู่เด็กๆไว้มากมาย   แต่เขาไม่กลัว เพราะเขาคุ้นเคยกับทางเส้นนี้ดี  และเขาก็ใช้หลบหลีกไอ้พวกที่ชอบมาก่อกวนเขาได้เสมอ  เดินไปได้สักพักซอยก็จะหักเลี้ยวเข้าเขตหลังบ้านของบ้านพักที่ปลูกติดกันโดยมีกำแพงกั้นแสดงอาณาเขตของบ้านแต่ละหลัง ซอยก็เริ่มจะกว้างขึ้น เพื่อเป็นทางให้ยานพาหนะอย่างรถยนต์เข้ามาได้  สุดปากซอยนี้ก็จะไปโผล่ที่หน้าร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีคนค่อนข้างพลุ่นพล่าน และจะไม่มีใครสังเกตเห็นเขาที่ปะปนไปกับฝูงชน...

ที่จะไม่มีใครสังเกตเห็นก็เพราะเขาตัวเล็ก และยังเด็ก(ก็เพิ่ง 11 ขวบ นี่ อิอิ)  แต่กว่าจะถึงปากซอยที่เขาคิด  อาการของโรคประจำตัวของเขาก็ดูเหมือนจะกำเริบขึ้นมาซะดื้อๆ โดยที่เจ้าของไม่พรึงปราถนา

“ทำไมมันต้องมากำเริบเอาตอนนี้ด้วยนะ....” พูดพลางกุมมือไว้ตรงบริเวณอกข้างซ้าย  และดูเหมือนตัวเขาเองจะหมดแรงเอาซะดื้อๆ  ร่างกายจึงทรุดลงกับพื้น พอดีกับที่มือของใครคนหนึ่งมารั้งตัวไว้ทัน  แต่ดูเหมือนสติของเด็กร่างบางจะเหลือน้อยเต็มที จึงไม่รับรู้ว่ามีใครคนหนึ่งที่ว่าดูจะตัวไม่สูงไปกว่าเขามานัก  แต่ก็ดูแข็งแรงกว่าเขามากมาฉุดเขาเอาไว้ไม่ให้ล้มลง

...ไม่มีใครสังเกตเลยรึไงนะว่ามีเด็กตัวเล็กๆกำลังจะล้มน่ะ ทั้งที่เขาเห็นตั้งแต่เด็กคนนี้กำลังเดินออกมาจากซอยนั่นแล้ว  อยู่ๆก็หน้าซีด  แล้วก็ทำท่าจะทรุดลงไปกับพื้น...

ร่างของคนรั้งคิดเหมือนจะลืมไปว่าตัวเองก็อายุพอๆกับคนที่อยู่ในอ้อมกอดเขาตอนนี้

“สงสัยคงต้องหาที่ที่อากาศทายเทได้สะดวกกว่านี้...” พยุงร่างบางที่ดูเหมือนไม่ได้สติให้กอดคอเขาไว้ แล้วกึ่งลากกึ่งพยุงให้เดินไปที่สวนสาธารณะที่ใกล้ที่สุด  และแทบไม่มีใคร และผู้ใหญ่คนไหนสังเกตเห็นเด็กทั้งสองเลย  อาจเพราะคนส่วนใหญ่มัวแต่สนใจเรื่อของตัวเอง...

 

 

 

“แจจุง...เป็นไรไปจ๊ะคนดีของแม่ แล้วนั่นหน้าไปโดนอะไรมา”

หญิงสาวเรียกผู้เป็นลูกชายนั่งก้มหน้าอยู่หน้าปะตูบ้าน แล้วเดินไปนั่งใกล้ๆ จึงสังเกตเห็นว่าบนใบหน้าที่น่ารักของลูกชายนั้นมีรอยที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเองจึงถามลูกชาย แต่ดูเหมือนเด็กน้อยคนนี้จะไม่ยอมพูดอะไรออกมาง่ายๆ ได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตาต่อไป ผู้เป็นแม่เลยคิดหาวิธีที่จะให้เด็กน้อยพูดออกมาให้ได้

“ถ้าแจจุงไม่พูด...แม่ก็จะไม่สนใจแล้วนะ...”

พูดเสร็จหญิงสาวก็ทำท่าจะลุกขึ้น  และเด็กน้อยก็ตกหลุมเธอจนได้

“โธ่... แม่ฮะ ถ้าผมเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็ต้องไปเล่าให้พ่อฟัง ผมก็โดนดุอีกน่ะสิ”

แจจุงพูดไปแต่หน้าก็ยังคงก้มมองพื้นอยู่อย่างนั้น  ผู้เป็นแม่กลับไปนั่งลงข้างๆลูกชายเหมือนเก่า แล้วหันไปพูดกับลูกชายด้วยรอยยิ้มที่มีแต่ผู้เป็นแม่เท่านั้นจะมีให้ลูกชายสุดที่รักได้

“แจจุงก็ลองเล่าให้แม่ฟังก่อนสิจ๊ะ แล้วแม่จะช่วยหาข้อแก้ตัวกับพ่อให้ จะได้ไม่โดนดุไงจ๊ะ ถ้าแจจุงไม่บอก แม่ก็ช่วยไม่ได้นะ  ถ้าพ่อเขาถามแจจุงเอง”

แจจุงได้ยินดังนั้นก็หันหน้าไปหาผู้เป็นแม่แล้วตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง..............

...

...

 

“แม่.........แม่ครับ.........ผมคงโดนคุณพ่อดุอีกแน่เลย....................”

ร่างบางของคนตัวเล็กละเมอออกมา ในขณะที่ตัวยังนอนราบบนม้านั่งตัวยาวในสวนสาธารณะ  โดยมีตักของคนที่แบกมาต่างหมอน  แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้สึกตัวเอาซะเลย

 

“...............................”

คนที่ให้หนุนตักก็ได้แต่มองดูอาการของคนตรงหน้ามาได้สักพักแล้ว  โดยไม่ได้สนใจเลยว่าคนที่เดินผ่านบริเวณนั้นว่าหันมามองพวกเขาที่นั่งอยู่ตรงนี้แทบทุกคน และทุกคนต่างก็คิดว่าเด็กสองคนนี้ดูดีจัง คนที่นอนหนุนตักก็ดูน่ารัก  คนที่ให้หนุนตักก็ส่อแววว่าจะหล่อตั้งแต่ยังเด็ก  สมกันจริงๆ  

 

“....อืม........................”

ร่างบางเริ่มรู้สึกตัว แล้วค่อยๆลืมตาขึ้น พร้อมกระพริบตาถี่ๆ เมื่อมองเห็นไม่ชัด และไม่แน่ใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า

...ใครเนี่ยะ - - ???  แล้วทำไมเรามาอยู่ที่นี่  แล้วยังหนุนตักนายนี่อีก - - ???...

เครื่องหมายคำถามรู้สึกจะขึ้นรอบหัวของเขาเต็มไปหมด  แต่เขาก็ยังไม่สามารถที่จะลุกขึ้นได้ เพราะรู้สึกเหมือนกับร่างกายมันล้าจนแทบไม่มีแรงลุก 

“อ้าว.....ตื่นแล้วหรอ.....เป็นไงบ้าง ลุกไหวไหม...มา ฉันช่วยนะ”

คนที่ให้นอนหนุนตักเมื่อรู้สึกว่าคนบนตักขยับหัวไปมา  เขาจึงก้มลงมามอง  ทำให้รู้ว่าร่างบางรู้สึกตัวและลืมตาแล้วจึงถามอาการคนตรงหน้า  เมื่อเห็นว่าคนบนตักทำท่าจะลุกขึ้นแต่เหมือนไม่มีแรงลุกเขาเลยถามและช่วยประคองตัวให้ลุกขึ้นนั่งข้างๆเขา

“ขอบคุณนะที่อุตส่าห์ให้นอนหนุนตัก.....แล้วนี่ ฉันหลับไปนานไหม?”

ร่างบางหันไปขอบคุณคนที่นั่งข้างๆ และก็ถามถึงเวลาที่เขาไปรบกวนคนตรงหน้าเอาไว้พลางมองหน้า

...นายนี่ก็หน้าตาดีเหมือนกันแฮะ ตอนนอนอยู่เห็นหน้าไม่ชัด...

แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ได้สังเกตเห็นการมองของคนที่ข้างๆ

“อืม.....ก็ ประมาณ 3 ชั่วโมงมั้ง...”

ตอบกลับไปอย่างไม่ได้ใส่ใจ แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะตกใจกับคำที่ได้ยินไม่น้อย

“ 3 ชั่วโมง  นี่นายให้ฉันนอนหนุนตักนายตั้ง 3 ชั่วโมง เนี่ยะนะ  นายไม่ปวดขามั่งหรอ”

“ก็ไม่นี่ ถือว่าเป็นการฝึกอย่างหนึ่งล่ะนะ”

“ฝึก - - ?”

“อืม...นายกินนี่ซะ จะได้มีแรงเดิน เดี๋ยวฉันจะเดินไปส่ง  บ้านนายอยู่ไหนล่ะ”

ตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจอะไรเหมือนเก่า  พลางยื่นห่อแซนวิสที่ดูเหมือนจะเป็นแซนวิสทำเองมาให้คนตัวบางตรงหน้า  แล้วลุกขึ้นยืน ถามถึงบ้านคนตรงหน้า  แต่ดูเหมือนแจจุงจะยังงงกับท่าทางของคนตรงหน้า  เพราะถึงจะรับแซนวิสจากคนตรงหน้ามาแต่ก็ได้แต่ถือไว้อย่างนั้น  และดูเหมือนว่าคนที่ยืนขึ้นจะเข้าใจอาการของคนที่นั่งอยู่ผิดไป

“นี่เป็นแซนวิสที่แม่ฉันทำเองกับมือ  ไม่มีพิษหรอกน่า  กินเข้าไปเถอะจะได้มีแรงเดิน”

“หึ หึ ...”

“นายขำอะไร...”

...เขาพูดอะไรผิดหรือไง ถึงได้ขำแบบนั้น  แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าน่ารักนะ...

“เปล่า  ไม่มีอะไร  ขอบใจนะ.......อร่อยจริงๆ....”

บอกปัดเพื่อไม่ให้คนตรงหน้ารู้สึกว่าจริงๆแล้วเขาขำกับท่าท่างของคนตรงหน้านั่นเอง  แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตากินแซนวิสที่ได้มาจนหมด  ก็มันอร่อยจริงๆอ่ะ  ทั้งที่เขาเป็นคนทานอะไรค่อนข้างยาก หลังจากนั้นก็ลุกขึ้นไปยืนข้างๆ คนที่ยืนอยู่ก่อนแล้ว

“นายเดินไหวนะ”

“อืม  มีแรงแล้วล่ะ  ขอบใจนะ  ว่าแต่คุยกันมาตั้งนานยังไม่รู้ชื่อนายเลย  ฉันชื่อ แจจุงนะ  คิม แจจุง”

“ยุนโฮ  ชอง ยุนโฮ”

ตอบสั้นๆ และก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบตามร่างบางที่เดินเรื่อยๆ ไปตามทางที่จะไปสู่บ้านของเขา.....

“นายนี่ไม่ค่อยพูดเลยนะ”

จู่ๆ คนตัวบางก็พูดขึ้นหลังจากเดินเงียบกันมาได้สักพัก

“แล้วนายจะให้ฉันพูดอะไรล่ะ”

พูดตอบกลับไป พลางเดินต่อไปโดยไม่ได้มองหน้าคนข้างๆ สักนิด..... ไม่ใช่ไม่อยากมองแต่มันมีความรู้สึกที่ดูเหมือนว่าตัวเองก็ไม่ค่อยเข้าใจกำลังก่อตัวขึ้นในตัว หรืออาจจะเรียกว่าในใจเขามากกว่า โดยที่เขาก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร(55+ น้องหมีเจอรักแรกพบค้าบ )

“นั่นสินะ”

แจจุงตอบกลับพลางหันไปยิ้มให้คนข้างตัวทำเอายุนโฮใจแทบจะหลุดลอยออกมาแล้ว

“เอาล่ะ  ถึงบ้านฉันแล้ว...”

อยู่ๆ แจจุงก็พูดขึ้นเมื่อเดินมาถึงประตูบานใหญ่สีน้ำตาล แต่ยุนโฮไม่ได้ตกใจที่ขนาดของประตู แต่เขาเหมือนจะใจหายเมื่อต้องลากับคนตรงหน้าเขาแล้ว  ทั้งที่เพิ่งพบกันได้ไม่นาน ไอ้ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน...

“อืม...”

ยุนโฮตอบกลับไปได้แค่นั้น

“งั้น.....ถ้ามีโอกาสคงได้เจอกันอีกนะ  ยุนโฮ...”

“อืม...”

ยุนโฮตอบพลางพยักหน้ารับ และยิ้มตอบกลับไปด้วย เป็นรอยยิ้มแรกที่แจจุงได้เห็นตั้งแต่เจอกันมันมันทำให้แจจุงอดที่จะยิ้มตอบกลับไปไม่ได้  และรอยยิ้มของแจจุงก็ทำเอายุนโฮใจหลุดลอยไปโดยไม่รู้ตัว(ลอยไปหาแจ  อิอิ)

“ฉันเข้าบ้านล่ะ  ขอบใจนะที่เดินมาส่ง...”

“ไม่เป็นไร...”

พูดตอบกลับไปและเมื่อแจจุงเดินเข้าไปแล้ว  ตัวเขาจึงหันหลังเพื่อจะกลับบ้านของเขาบ้าง แต่ยุนโฮก็ไม่ได้คิดจะเดินกลับ ก็เพราะบ้านของเขาอยู่คนละฝั่งเมืองกับบ้านของแจจุงเลยน่ะสิ  ขืนเดินกลับก็มือกันพอดี ตอนนี้ก็เริ่มเย็นแล้วด้วย เขาจึงเดินไปที่ปากซอยเพื่อรอเรียกแท็กซี่กลับบ้าน

แต่ดูเหมือนความหวังว่าทั้งสองจะได้พบกันอีกไม่นาน....มันยิ่งยากขึ้น   เพราะหลังจากที่พวกเขาไปถึงบ้าน ก็มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น... 

แจจุงต้องเดินทางไปอเมริกาทันทีในวันต่อมาเนื่องจากพ่อต้องกลับไปดูแลงานแทนปู่ของเขาที่สิ้นใจกระทันหัน และที่เขาต้องไปกับพ่อด้วยเพราะปู่ตั้งเงื่อนไขในการรับมรดกไว้เช่นนั้น 

ทางยุนโฮเองเนื่องจากพ่อทำงานเป็นตำรวจโดนย้ายไปรับตำแหน่งที่อื่นกะทันหัน ทั้งครอบครัวจึงต้องย้ายตามหน้าที่การงานของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวไปจนทำให้พวกเขาแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยพบกันมาก่อน

 

 

 

“เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะ.....6 ปีแล้วสินะ”

พูดไปก็มองรอบๆสนามบินเดิมที่เขาต้องเดินทางไปอเมริกา  แล้วก็คิดถึงภาพวันเก่าๆ  วันที่เขาต้องเดินทางออกจากเกาหลีไป  ตัวเขาต้องเดินทางไปกับพ่อ  แต่แม่เขาต้องอยู่ที่เกาหลีเพื่อดูแลกิจการทางนี้แทนพ่อของเขาเนื่องจากธุรกิจกำลังเติบโตไปได้ดีไม่คุ้มที่จะทิ้งไป  และขณะที่กำลังนึกอย่างเพลินๆ  เสียงที่ไม่ได้ยินใกล้ๆมาเสียงนานก็ดังขึ้นขัดความคิดของเขา

“ว่าไงจ๊ะ  หนุ่มน้อย  ยืนรำรึกความหลังอยู่รึไง หืม...”

เสียงผู้เป็นแม่ทักลูกชายอย่างแซวๆ  ก่อนจะมองลูกด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าคิดถึงมากมาย  ไม่เจอกันตั้ง 6 ปี ลูกชายของเธอไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนสักเท่าไรเลย

“แม่ครับ  สวัสดีครับ  คิดถึงแม่จังเลย”

แจจุงหันไปตามเสียงที่เขาคุ้นเคยดีมาตั้งแต่เด็ก เรียกแล้วทักทายผู้เป็นแม่ก่อนจะเข้าไปกอดพร้อมบอกว่าคิดถึง

“แม่ก็คิดถึงแจจุงเหมือนกัน จะกลับมาอยู่กับแม่นานไหม?”

กอดลูกชายตอบแล้วก็ถามถึงระยะเวลาในการกลับมาครั้งนี้  จะได้กลับมานานแค่ไหน  จะได้อยู่กับเธอนานรึป่าว

“ครับ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผมเอง  พ่ออนุญาตแล้ว และผมก็โตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วนะครับ”

“จ๊ะ...แม่เชื่อๆ  เออ  แล้วคิบอมจะตามมาเมื่อไหร่จ๊ะ”

ฮยอนฮียิ้มรับกับคำและท่าทางของลูกชายของเธอที่ไม่ได้เห็นมานาน  แล้วก็ทำให้เธอนึกถึงใครอีกคนได้จึงถามออกไป

“น่าจะอาทิตย์หน้านะครับ  ถ้าเรื่องเอกสารเรียบร้อย  ก็คงตามมาครับ”

“จ๊ะ   งั้นเราไปบ้านเรากันเถอะ”

“ครับ...”

 

 

 

 

 “ยูชอน  วันนี้พี่ฮีซอลให้ไปช่วยที่ร้านนะ ตอน 5 โมงเย็นไปรอที่เดิมล่ะ”

หนุ่มร่างสูง มาดขรึมบอกเพื่อนของเขาขณะที่นั่งกินข้าวที่โรงอาหารในช่วงเวลาพักกลางวันด้วยกัน

“อะไรวะ  อีกแล้วหรอ -0-”

หนุ่มหน้าตาดีอีกคน แต่มีมาดเพล์บอยอยู่ในตัวเมื่อได้ยินที่เพื่อนบอก ก็ทำหน้าเซ็งสุดชีวิต

“เออ...ไปช่วยพี่เขาหน่อยน่า  พอดีว่าวันนี้มีคนลางานหลายคน คนเลยไม่พอ  ที่จริงพี่เขาก็เคยช่วยแกตั้งหลายเรื่อง  แกก็ช่วยๆ พี่เขาไปเถอะน่า”

ยุนโฮตอบกลับเพื่อนพร้อมบอกเหตุผล  แต่ก็ยังเห็นไอ้เพื่อนเวงมันทำหน้าซังกะตายอยู่ดี เลยเขม่นใส่พร้อมยกเหตุผลจนยูชอนก็เถียงไม่ออก  ก็ไอ้เพื่อนเขาคนนี้น่ะใช่ย่อยที่ไหน  แสบอันดับหนึ่งของโรงเรียนเลยก็ว่าได้  ถ้าไม่ได้พี่ฮีซอลที่เป็นรองประธานนักเรียน และป๋าพี่เค้าที่เป็นอธิการโรงเรียนตอนนี้ไม่รู้เพื่อนเขามันจะโดนทัณฑ์บนไปกี่รอบแล้ว อาจจะโดนไล่ออกไปหลายรอบแล้วด้วย

“เออๆ   ก็ได้วะ...”

ยูชอนต้องยอมรับอย่างเสียไม่ได้แต่ก็ยังทำหน้าเซ็งเหมือนไก่ติดไข้หวัดนก(เป็นไงหว่า...จิ้นเอาเองนะ 55+) แล้วก็ก้มหน้ากินข้าวตัวเองอย่างอารมณ์เสีย  แต่ก็กินจนหมดอ่ะนะ

 

 

 

 

 

“ที่นี่คือโรงเรียนที่ลูกจะมาเรียนในวันพรุ่งนี้นะจ๊ะ”

ฮยอนฮีบอกลูกชายขณะนั่งรถผ่านหน้าโรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง  ที่ตั้งอยู่กลางกรุงโซล

“ชุดนักเรียนเท่ห์ดีนะครับ”

แจจุงหันมองไปตามที่แม่เขาบอก  และก็เห็นนักเรียนจำนวนหนึ่งกำลังเดินออกจากอาคารเรียน  ก็ตอนนี้มันได้เวลาเลิกเรียนแล้วนี่นา

“จ๊ะ   แจจุงใส่แล้วต้องดูดีแน่เลย”

“หรอครับ...”

แจจุงแปลกใจเล็กน้อยกับคำพูดของแม่  และก็หันไปถามอย่างไม่ค่อยเชื่อ

“ใช่สิจ๊ะ  แจจุงของแม่ดุดีเสมอแหละ”

ผู้เป็นแม่หันไปตอบลูกชายพลางยิ้มให้อย่างรักใคร่  ทำเอาคนฟังที่ไม่ได้ยินเสียงมารดาพูดชมมานานเขินเอาเหมือนกันนะเนี่ยะ

“อืม...แม่เพิ่งนึกได้  วันนี้มื้อเย็นจุนซูกับชางมินจะมากินข้าวที่บ้านเราด้วยนะจ๊ะ  ทั้งสองคนน่ะอยากไปรับแจจุงที่สนามบินนะ  แต่แม่ไม่ให้มาเองแหละ  เพราะวันนี้พวกเขามีเรียนนี่  จะให้ขาดเรียนได้ไง  ใช่ไหมจ๊ะ”

“ครับ  ดีจัง  ไม่ได้เจอพวกเขานานแล้ว”

เมื่อได้ยินแม่พูดถึงเพื่อน และน้องรักของตนก็รู้สึกคิดถึงขึ้นมาจับใจ

“งั้นวันนี้แจจุงอยากกินอะไร  ก็ไปซื้อมาทำได้เลยนะจ๊ะ  เดี๋ยวแม่จะคอยช่วยอีกแรง”

หันไปพูดกับลูกชายพร้อมกับยื่นกระเป๋าเงินให้

“ครับ  ขอบคุณฮะแม่”

แจจุงรับกระเป๋าเงินจากแม่และเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงของเขา

“เอาล่ะ  ถึงบ้านเราซะที”

ฮยอนฮีพูดขึ้นเมื่อรถเลี้ยวเข้าทางหน้าบ้านผ่านประตูบานใหญ่สีน้ำตาล  และเข้าไปจอดตรงหน้าประตูบ้านที่มีพ่อบ้านคอยต้อนรับอยู่แล้ว เมื่อคนรับใช้ช่วยกันขนของของแจจุงไปที่ห้องของเขาจนเสร็จ  แจจุงก็จัดของในกระเป๋าของเขาเข้าที่จนเสร็จ

ไม่นานแม่เขาก็เดินเข้ามาหาในห้อง

“ว่าไงจ๊ะ  จะพักผ่อนก่อน หรือจะไปซื้อของเลยล่ะ”

“ผมว่าไปซื้อของเลยดีกว่า  ผมไปคนเดียวนะครับแม่  ผมอยากเดินดูอะไรๆไปเรื่อยๆ”

“ได้จ๊ะ  ซูเปอร์ตั้งอยู่ที่เดิมนะ  ลูกยังจำได้ใช่ไหม”

“ครับ  ผมจำได้  ถ้ามันไม่เปลี่ยนไปมากนะ”

แจจุงตอบแม่พร้อมเตรียมตัวออกไปข้างนอก  โดยใส่หมวกแก๊ปสีขาว และใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีครีมทับเสื้อยืดสีน้ำเงินที่เขาสวมอยู่  และเดินออกจากห้องของเขาพร้อมมารดา

“ไม่เปลี่ยนมากหรอกจ๊ะ..........ระวังตัวด้วยนะ”

แม่ตอบลูกชายแล้วเดินมาส่งที่ปะตูหน้าบ้าน

“ครับ  แล้วจะรีบกลับนะครับ”

หันไปตอบมารดาแล้วเดินออกจากประตูหน้าบ้านไปพลางมองท้องฟ้าที่ไม่ได้เห็นมานาน  ยังไงที่ฟ้าก็ยังสวยกว่าที่อเมริกาล่ะนะ  ที่เขาคิดแบบนี้อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นบ้านเกิดของเขาก็ได้

 

 

 

 

“ยูชอน  แกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านแกให้เรียบร้อยล่ะ  ฉันจะไปรอที่เดิมนะ   อย่าช้านะ”

ยุนโฮหันไปบอกเพื่อน และเตรียมตัวที่จะออกจากห้องเรียน   ก็ตอนนี้ได้เวลาโรงเรียนเลิกแล้วนี่

“เฮ้ย!.....แล้วแกล่ะ  ไม่ไปบ้านฉันก่อนหรอ”

ยูชอนเมื่อเห็นเพื่อนทำท่าจะเดินออกจากห้องก็รีบตะโกนถาม  ทุกครั้งมันก็ไปเป็นเพื่อนเขาที่บ้านก่อนนี่หว่า  มันจะรีบไปไหนวะ

“ต้องไปซื้อของให้พี่ฮีซอลก่อนน่ะ  เดี๋ยวได้ของไม่ครบจะโดนบ่น”

ยุนโฮหันมบอกเพื่อนแล้วเดินออกจากห้องไป

“เออๆ...จะไปเจอที่เดิมก็แล้วกัน”

ยูชอนตอบรับคำตอบเพื่อนอย่างเข้าใจ  แล้วบอกเพื่อนว่าจะไปรอที่เดิมที่นัดเจอกันก่อนจะไปที่ร้านพี่ฮีซอลทุกครั้ง ที่ซุปเปอร์นั่นจะใกล้กับร้านของพี่ฮีซอลที่สุดแล้ว  และเดินจากที่นั่นไปร้านพี่ฮีซอลได้สะดวก  เมื่อพูดจบตัวเองก็หันไปเก็บของเตรียมตัวจะกลับบ้านเช่นเดียวกัน เพื่อที่จะได้ไปเจอยุนโฮไม่สาย

“เฮ้อ...........วันนี้กะจะเที่ยวซะหน่อยเหอะ   อดเลย   เซ็งว่ะ”

ขณะกำลังจะเดินออกจากห้องเรียนก็ไม่วายบ่นกับตัวเองคนเดียว(คิดแต่จะเที่ยวหรอคับ คุณชายมิค) และเมื่อเปิดประตูห้องแล้วเดินออกไปที่ระเบียงแบบไม่สนใจจะมองระเบียงทางเดิน  คนตัวเล็กที่รีบวิ่งออกจากห้องของตัวเองผ่านหน้าห้องของยูชอนแบบแทบไม่มองทางข้างหน้า  ก็ชนเข้ากับร่างสูงอย่างจัง

โครม....!!!

เสียงที่เกิดขึ้นจากของในมือของคนตัวเล็กหล่นกระจายลงพื้น และตัวเจ้าของเองก็ลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้า  ในขณะที่อีกคนแค่เซก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย  และเมื่อทั้งสองคนตั้งสติได้ก็หันกลับไปมองหน้ากัน

“นายเป็นอะไรอ๊ะป่าว  ล้มซะเสียงดังเชียว”

ยูชอนหันไปพูดกับคนตัวเล็กกว่าที่ล้มลงกระแทกพื้นซะเสียงดังจนน่าตกใจ  พร้อมกับยื่นมือไปให้คนตัวเล็กจับเพื่อจะได้ช่วยดึงให้ลุกขึ้น

“ขอโทษนะครับ  ผมไม่เป็นไร  อ๊ะ...ขอบคุณฮะ”

จุนซูรีบขอโทษคนที่เขาวิ่งชน  แต่กลายเป็นเขาซะเองที่เป็นฝ่ายล้ม  แล้วรีบตอบคำถาม และขอบคุณที่ยื่ยมือมาช่วยพยุงเขาขึ้นอีก

…น่าอายชะมัดเลยเรา...

“อืม......ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว  งั้นฉันไปล่ะ”

ไอ้อืมคำแรกน่ะเพราะเขามัวแต่อึ้งอยู่ว่าทำไมไอ้คนตัวเล็กตรงหน้านี่ทำไมหน้าตามันน่ารักจังวะ  แต่เมื่อคิดได้ว่ามันเป็นผู้ชายนี่หว่า  ไปมองแบบนั้นได้ไง  ก็รีบตอบเลี่ยงๆ  แล้วเดินจากตรงนั้นไปโดยเร็ว

คนตัวเล็กเห็นท่าทางของคนตัวโตกกว่าก็งงๆ

…เป็นไรหว่า - -?? ไหงรีบงั้น อ๊ะเราก็กำลังรีบเหมือนกันนี่หว่า…(โลมาน้อยก็เป็นซะงี้ - - “)

“รีบกลับดีกว่าจะได้เจอแจจุงไวๆ เย้...แจจุงกลับมาแล้วววววว”

พูดกับตัวเองพลางรีบเก็บของบนพื้น และรีบวิ่งออกจากอาคารเรียนไป(ถ้าไปชนใครอีกจะทำไงล่ะโลมาน้อยไม่ระวังเลย - -+)

 

 

 

 

“จะกินไรดีหว่า.....ชางมินยิ่งกินเยอะซะด้วยสิ”

พูดไปก็เลือกของไป  แล้วก็บ่นถึงตัวกินจุซึ่งเขารู้จักดี  เพราะโตมาด้วยกัน

ขณะที่แจจุงเลือกซื้อของ  ไม่ว่าใครจะผู้หญิงหรือผู้ชายที่เดินผ่านแจจุง  ก็อดที่จะมองแจจุงจนต้องเหลียวหลังไม่ได้  จะทำไมน่ะหรอ  ก็แจจุงน่ะ ทั้งขาว ทั้งมีหน้าตาที่ดูดี ตาที่โต จมูกที่โด่งรั้น ปากที่เป็นกระจับสีชมพูน่าสัมผัส  แถมรูปร่างก็ผอมบางคล้ายผู้หญิง ถึงตัวจะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปก็เหอะ คนส่วนใหญ่ที่เห็นต่างก็ยังคิดว่าผู้หญิงหน้าสวยๆคนนี้ แต่งตัวห้าวเหมือนผู้ชายเลย เพราะใครๆ ก็คงไม่คิดหรอกว่าผู้ชายจะมาเดินเลือกซื้อของสดในซุปเปอร์ไปทำอาหารน่ะ ( 555+ แต่แจซื้อนัคับ)

“อืม...แค่นี้คงพอนะ”

เมื่อเลือกของได้จนเต็มสองตะกร้า  แจจุงก็เดินไปที่เค้าเตอร์เพื่อจ่ายเงิน

...เป็นอะไรไปล่ะนั่น - -??...

“เอ่อ....คิดเงินด้วยครับ”

จะไม่ให้เอ่อได้ไงล่ะ  ก็พอแจจุงเอาตะกร้าของไปวางที่บริเวณเค้าเตอร์เพื่อคิดเงินพนักงานที่ยืนรออยู่ก็มัวแต่ยืนมองเขาแบบอึ้งๆ  จนเขาต้องเรียกให้พนักงานคิดเงิน

“ครับๆ  ขอประทานโทษครับ ทั้งหมดก็ 64,500 วอนครับ”

เมื่อพนักงานได้สติก็รีบขอโทษและคิดเงินให้แจจุงอย่างรวดเร็ว

“นี่ครับ”

แจจุงส่งเงินให้ตามจำนวนที่พนักงานบอก  แล้วก็หยิบถุงที่ใส่ของไว้เดินออกจากร้านไป

“ขอบคุณครับ”

พนักงานกล่าวทิ้งท้ายพลางหันไปมองแจจุงจนเดินออกจากร้าน

...นั่นมันใช่ผู้ชายจริงๆหรอ...คิดพลางเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ

แจจุงเดินออกมาจากร้านพลางเหลือบไปเห็นชายร่างสูงคนหนึ่งกำลังยืนเหมือนรอใครอยู่หน้าร้าน มองแล้วก็คิดว่าเป็นผู้ชายที่ดูดีจริงๆ ตัวเขาเองก็อยากให้ตัวเองดูสมกับเป็นผู้ชายแบบนั้นบ้าง แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะตอนนี้  แต่แจจุงก็ไม่ได้สนใจใครคนนั้นมากนัก จึงเดินผ่านหน้าชายคนนั้นไป 

แต่แจจุงคงไม่รู้ว่าตอนที่แจจุงเดินผ่านหน้าชายคนนั้นไป  หัวใจของเขาก็เหมือนจะลอยตามแจจุงไปด้วยซะแล้ว (หมีเราหลงนางฟ้าแล้วอ่ะ)

พอแจจุงเดินผ่านหน้ายุนโฮไปได้เล็กน้อยก็มองดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ

...เย็นมากแล้วนี่นา ใช้ทางลัดหน่อยดีกว่า...

แล้วแจจุงก็เดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ที่ค่อนข้างมืด

...

...

...

...

...

 

ทำไม พอกลับมาที่นี่ได้ไม่เท่าไร  ก็เจอเรื่องเดิมๆทุกที 

 

 

 

 

ฝากเรื่องนี้ไว้ให้ช่วยติดตามกันด้วยนะครับ 

 

edit @ 13 May 2013 01:02:40 by KuRo'Hozu

Comment

Comment:

Tweet