7_z_DragoN View my profile

[SF;YunJae] 7 day...Miracle [part 1]

posted on 02 Nov 2011 18:15 by kuro-hozu in SF

[SF;YunJae] 7 day...Miracle

Tittle : The Way U Are...
Couple : Yunho-Jaejung
Level Rate : NC 13+
Writer : HozuYuyooN

Writer note : แรงบันดาลใจเรื่องนี้เกิดขึ้นจากเสียงหวอของรถพยาบาลที่ได้ยินอยู่ช่วงหนึ่งเป็นเวลาหลายวันตอนอยู่หอพัก ...คิดว่าคงเกิดอุบัติเหตุหนักแน่ๆ แต่ตัวนักเขียนก็ไม่ได้ออกไปสนใจอะไรนัก เพราะในสมองดันมีเค้าโครงฟิคเรื่องใหม่เข้ามา ฮ่าๆๆ (ท่าจะบ้านะคับผู้อ่าน) ... ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “วิญญาณ” และ “สายสัมพัน” ของคนสองคน ไม่ได้แต่งออกแนวสยองขวัญนะคับ เพราะคนแต่งก็ไม่ค่อยถูกกะเรื่องสยองขวัญเหมือนกัน ยังไงก็ลองอ่านกันดูนะคับ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

แนะนำตัวละคร

Kim Jaejoong : นักศึกษามหาลัยปี 3 หนุ่มหน้าหวาน ที่มีบุคลิกน่าค้นหา เป็นคนที่ชอบเก็บตัวมาก และดูเหมือนจะเก็บใจไว้มากเหมือนกัน

 

Chong Yunho :  นักศึกษามหาลัยปี 4 หนุ่มผู้มีนิสัยอบอุ่น และเป็นกันเอง เป็นที่รักของเพื่อนๆ และน้องๆ แต่ใจเจ้าตัวนั้นมีให้คนๆ เดียวเสมอมา

 

 

 

 

 

 

 

 

Part 1


หวอ..หวอ...หวออออ... เสียงรถพยาบาล และรถตำรวจดังระงมทั่วท้องถนนไปหมด

 

“วันนี้มีอุบัติเหตุอะไรอีกนะ” เสียงหวานบ่นกับตัวเองขณะนั่งพิมพ์รายงานวิชาเรียนอยู่ที่ห้องพักของตน ซึ่งเป็นหอพักชายที่ตั้งอยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย ถึงจะบ่นแต่ก็แค่บ่นไปงั้น เพราะเสียงหวอมีมาให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้งในช่วงนี้ เนื่องจากช่วงนี้ฝนตกบ่อยและถนนหน้ามหาวิทยาลัยก็เป็นทางตรงที่ดูท่าจะท้าทายฝีเท้าพวกนักซิ่งรถได้เป็นอย่างดีและมักจะเบรคไม่ทันบริเวณสัญญาณไฟหน้าประตูมหาวิทยาลัยทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง เพราะเด็กในมหาวิทยาลัยเองก็มักจะขับรถออกไปอย่างไม่ระมัดระวัง

...ดูเหมือนจะหนักนะ เสียงรถพยาบาลวิ่งไม่หยุดเลย...หันมองออกไปที่ระเบียง แต่ก็ไม่ได้ลุกขึ้นไปดู สำหรับเขา มันก็แค่การพักสายตาจากจอคอมฯ และพักสมองจากเรื่องเครียดที่เขาต้องมานั่งคิดคำวิจารณ์รายงานที่จะต้องส่งที่อาจารย์กำหนดว่าอย่างน้อยต้องมีวิจารณ์มา 2 หน้ากระดาษ

สำหรับเด็กมหาลัยการไม่สนใจอะไรรอบๆ ตัว แทบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะแค่งานที่อาจารย์แต่ละท่านให้มาในแต่ละวิชาก็จะกองทัพตายอยู่แล้ว จะให้สนใจอะไรอีกคงเรียนไม่จบใน 4 ปีแน่ๆ

ไม่นานร่างบางก็หันไปสนใจแป้นคีย์บอร์ดและจอมอนิเตอร์ขนาด 20 นิ้วของตนต่อ ... แต่อีกไม่นาน ...ร่างบางคงไม่สามารถทำแบบนี้ได้อีก .....

 

--------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

เช้าวันจันทร์

 

 

“....???...” ...ทำไมทุกคนดูวุ่นวายกันจัง...ร่างบางเดินขึ้นมาชั้นสองของตึกเรียนก็อดสงสัยกับท่าทีของเพื่อนร่วมสาขาที่ต่างก็จับกลุ่มนั่งคุยก่อนเข้าเรียนด้วยท่าทางแปลกๆ ไม่ได้ ...

แต่ข้อสงสัยของร่างบาง มันก็ได้คำตอบในอีกไม่นาน...

“แจจุง ...แจจุงงงง” เสียงแหบต่ำตะโกนเรียกเพื่อนมาแต่ไกลทำให้ร่างบางต้องหันไปหาต้นเสียงที่ตอนนนี้วิ่งมายืนหอบตัวโยนอยู่หน้าเขา

“..ว่าไงยูชอน...นายตะโกนเรียกฉันทำไม” มองเพื่อนที่ยืนหอบหายใจ ทั้งๆที่ปกติแทบจะไม่ออกแรงทำอะไรเพราะเป็นโรคหอบหืด พยายามเรียกสติตัวเองอย่างสงสัยในความไม่ปกติ

“นายยังไม่รู้ข่าวใช่ไหม?” เงยหน้าขึ้นถาม แต่มือยังคงจับอยู่ที่หน้าอกตัวเอง

“ข่าวอะไร” คิ้วมนเริ่มขมวดกันเป็นปม บ่งบอกได้ทันทีว่าไม่เข้าใจที่เพื่อนพูด

“งั้นมานี่...” ดึงแขนร่างบางลากออกไปจากจุดที่ยืนอยู่กันตอนนี้ เพื่อไปในที่ที่สามารถจะพูดคุยกันแค่ 2 คนได้

“เดี๋ยวสิยูชอน มันเรื่องอะไรกัน อีก 10 นาที จะเข้าเรียนแล้วนะ” ทั้งมึนและงงมากกว่าเดิม พยายามขืนตัวเองไว้ ในขณะที่ยูชอนพยายามลากออกไป

“วันนี้จารย์ที่สาขาไม่สอนหรอกน่า ประกาศงดแล้ว...พอดีรุ่นพี่ในสาขาประสบอุบัติเหตุร้ายแรงน่ะ” พูดไปก็ลากไป

“อุบัติเหตุ? ใครหรอ?” ...มีคนประสบอุบัติเหตุแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ ทำไมต้องลากออกมานี่ด้วย -*-

 

 

“...คนที่ประสบอุบัติเหตุ... คือ พี่ยุนโฮ..” เมื่ออยู่ในที่ปลอดคนยูชอนก็บอกออกไป ...แค่ได้ยินชื่อรุ่นพี่...สีหน้าร่างบางก็เปลี่ยนทันที

“.....นายหมายความว่าไงยูชอน...คนที่ประสบอุบัติเหตุ...คือพี่ยุนโฮงั้นหรอ?” สติเหมือนจะหลุดออกจากร่างเมื่อได้ยิน ขาเรียวแทบทรุดลงกับพื้น ยังดีที่ยูชอนคว้าตัวไว้ทันและพยุงไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวยาวใกล้ๆ

“นายอย่าเพิ่งคิดมากนะแจจุง...ฉันได้ข่าวมาว่าพี่ยุนโอไม่ได้บาดเจ็บอะไรร้ายแรง...เพียงแต่ว่า..”

“แต่ว่าอะไรยูชอน...แต่ว่าอะไร!” พอได้ยินว่าไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงก็พอจะโล่งใจบ้าง แต่ไอ้คำว่า แต่ว่า  ของเพื่อนเขามันก็ทำให้เขาสติหลุดได้ง่ายๆ เหมือนกัน

“คือ... จากที่ฉันฟังมาจากพี่กอนยอง...พี่ยุนโฮได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง...ตั้งแต่เมื่อวานจนวันนี้พี่ยุนโฮยังไม่ฟื้นเลย เมื่อเช้าลองปลุกพี่ยุนโฮก็ไม่ตื่น คุณหมอทดสอบหลายๆ อย่างแล้วก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง...คุณหมอบอกว่าพี่ยุนโฮอาจกลายเป็น ...เจ้าชายนิทรา” กว่าจะพูดออกมาได้แต่ละคำมันเหมือนช่างยากเย็นเหลือเกิน เขากลัวว่าแจจุงจะเสียใจกับเรื่องที่จะได้ยิน ...และมันก็เป็นอย่างที่เขาคิด

“เจ้าชายนิทรางั้นหรอ?...” เสียงแจจุงเบาซะจนเหมือนหายไปในอากาศ..น้ำใสไหลออกมาจากขอบตากลมโดยที่เจ้าตัวไม่มีทีท่าจะหยุดมันสักนิดเล่นเอายูชอนทำอะไรไม่ถูก

“ใจเย็นๆ ก่อนนะแจจุง ไม่ใช่ว่าพี่ยุนโฮจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้วซะหน่อย” พยายามสันหาคำมาปลอบใจเท่าที่สมองน้อยๆ ของตัวเองจะนึกออก แต่มันก็ได้เพียงเท่านี้

“.......” แจจุงปล่อยให้น้ำตาไหลต่อไป ตอนนี้สมองเขาแทบไม่รับรู้อะไรแล้ว...

“แจจุง....” ยูชอนมองเพื่อนที่นั่งเหม่อ และปล่อยให้น้ำตาไหลไม่หยุดอย่างทำอะไรไม่ได้ เขาพอจะรู้ว่าแจจุงจะมีอาการยังไงเมื่อได้ยินข่าวนี้ เขาถึงตัดสินใจลากแจจุงออกมาจากที่ๆ มีนักศึกษาคนอื่นอยู่...เพราะอาการของแจจุงอาจทำให้เพื่อนคนอื่นๆ ตกใจได้...เพราะไม่มีใครรู้น่ะสิว่าแจจุงน่ะรักพี่ยุนโฮขนาดไหน...ถึงแม้มันจะเป็นรักข้างเดียวมาตลอด 3 ปีแล้วก็ตาม...

 

ด้วยนิสัยที่แจจุงเป็นคนไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์ออกมาให้ใครเห็น ทำให้ไม่ค่อยมีใครรู้ความคิดของแจจุงเท่าไหร่นัก นอกจากเขาเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย และเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่แจจุงกล้าพูดออกมาว่าตนกำลังคิดอะไร...ตอนแรกที่รู้ว่าแจจุงรักพี่ยุนโฮเขาก็ตกใจนิดหน่อย แต่ก็แค่นิดหน่อยจริงๆ เพราะถ้าแจจุงบอกเขาว่าคิดอะไรแสดงว่าแจจุงคิดแบบนั้นจริงๆ ไม่ได้คิดล้อเล่น และถ้าเห็นจากที่พี่ยุนโฮมักเอ็นดูแจจุงเป็นพิเศษ ก็จะสามารถเข้าใจเหตุผลที่แจจุงรักพี่ยุนโฮได้ไม่ยาก แต่ก็นั่นแหละ ทั้ง 2 คนไม่ได้คบกัน เป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องที่ห่วงใยกัน และให้ความสนิทสนมกันเท่านั้น...แจจุงไม่เคยคิดจะสารภาพกับพี่ยุนโฮ เพราะคิดว่าพี่ยุนโฮคงไม่ชอบและไม่คิดจะคบกับผู้ชายเหมือนกันแน่ๆ จากหลายๆ ครั้งที่มีรุ่นน้องผู้ชายน่ารักๆ มาสารภาพรักกับพี่ยุนโฮ แต่ทุกคนก็โดนปฏิเสธหมด...แจจุงเลยเก็บความรู้สึกขอตัวเองเอาไว้เรื่อยมา เพราะไม่อยากเสียมิตรภาพที่มีไป

 

 

“.....วันนี้ฉันขอกลับก่อนนะ...ฝากส่งรายงานให้ด้วยนะยูชอน” แจจุงลุกขึ้นปาดคราบน้ำตาบนแก้มตนออกลวกๆ หยิบเล่มรายงานส่งให้ยูชอนที่ยื่นมือมารับไป และพยักหน้าเข้าใจ

“มีอะไรโทรหาฉันนะแจจุง อย่าเงียบไป ฉันเป็นห่วงนายนะ” เมื่อเห็นว่าแจจุงเดินไปก็พูดออกไปด้วยความเป็นห่วงจริงๆ

“อืม...” แจจุงพยักหน้ารับ ขาเรียวเดินห่างออกมาจากเพื่อนช้าๆ

 

…..

 

…..

 

…..

 

“...ที่นี่มัน...”  เสียงหวานเอ่ยขึ้นเมื่อมองไปยังสถานที่ที่ตนเองเดินมาหยุดอยู่เพราะขาดันพามาอย่างที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว ตากลมมองไปรอบๆ ...ที่ๆ เขากับพี่ยุนโฮมักมานั่งคุยกันบ่อยครั้งเวลาที่เขามีเรื่องไม่สบายใจ ม้านั่งตัวยาวข้างสระของสวนพฤกศาสตร์จะถูกจับจองด้วยคนสองคนเสมอ และมีน้อยคนนักที่จะมาที่นี่

"แล้วนั่น...ใคร?" แจจุงชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเหมือนมีใครบางคนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ยาวตัวนั้น

"ทำไมมานั่งอยู่คนเดียวล่ะครับ?" ร่างบางย่อตัวลงเพื่อให้ใบหน้าของตนอยู่ในระดับเดียวกับเด็กชายที่สวมฮูดสีดำตรงหน้าที่นั่งก้มอยู่

"พี่มองเห็นผมด้วยหรอ?” เด็กชายเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าทั้งดีใจ และแปลกใจ จนทำให้ร่างบางเริ่มงงกับคำตอบที่เหมือนกับคำถามที่ได้รับกลับมา

“ก็ต้องเห็นสิ...” แจจุงยืนขึ้น เด็กชายมองตาม

“แต่คนอื่น ไม่เห็นจะเห็นผมเลย...ผมเรียกเท่าไหร่ก็เหมือนไม่มีใครได้ยิน...แถมผมก็จับตัวใครไม่ได้ด้วย” สีหน้าสลดลง และก้มมองมือตัวเอง

“....แต่ฉันก็จับได้นี่” แจจุงยื่นมือไปจับมือเรียวเล็ก... เด็กคนนี้จะเล่นตลกอะไรเนี่ย...

“อ๊ะ! จริงด้วย งั้นพี่ก็ต้องรู้สิครับว่าผมเป็นใคร” เด็กชายดีใจกระโดดลงจากเก้าอี้ตัวยาวลงไปยืนประจันหน้ากับแจจุง

“ห๊ะ! ? ...ฉันจะรู้ไปได้ไงว่านายเป็นใคร”  แจจุงงงหนักกว่าเดิม ...เขาจะไปรู้ได้ไงว่าเด็กนี่เป็นใคร ในเมื่อเขาเพิ่งเจอเด็กนี่ครั้งแรกอ่ะ!!

“ก็ ‘เขา’บอกผมมาแบบนี้อ่ะครับ”

“เขา?” แจจุงยิ่งงงหนักขึ้นไปอีก

“ก็คนชุดขาวอ่ะฮะ เขาบอกให้ผมตามหา ‘ตัวตน’ ให้เจอใน 7 วัน ไม่งั้นผมจะไม่ได้กลับ..”

“คนชุดขาว? ...นายพูดอะไรเนี่ย ฉันไม่เข้าใจ ...ฉันไปล่ะ” ...มาเจอเด็กเพี้ยนซะงั้นอ่ะเรา...ร่างบางตั้งท่าจะเดินหนี แต่ว่า..

“เดี๋ยวสิครับพี่ พี่ช่วยผมหน่อยนะ ผมขอร้องล่ะ” เด็กชายคว้าแขนแจจุงไว้ พยายามรั้งไว้ด้วยสีหน้าที่ร้องขอ

“....ทำไม มือนายเย็นขนาดนี้เนี่ย” แจจุงตกใจกับความเย็นที่ถูกส่งผ่านมาจากมือของเด็กชาย เมื่อกี้เขาไม่ได้ใส่ใจ แค่จับมือแป๊บๆ ก็ปล่อย แต่พอโดนจับมือเต็มๆ แบบนี้ มันรู้สึกได้เลยถึงความเย็นที่สัมผัส...ยังกับหิมะ

“ผมมือเย็นหรอครับ? ...ผมไม่รู้สึกอะไรเลย...” เอามือตัวเองขึ้นประสานกัน แต่แขนเล็กก็ยังพยายามจะเกี่ยวกับแขนของแจจุงไว้ เพราะกลัวแจจุงจะเดินหนีตนไปอีก แต่มันกลับทำให้อีกคน

“ไม่ใช่แค่มือนาย...แขนนาย..ตัวนายก็เย็นไปหมด..นายจะแปลกเกินไปแล้วนะ” มือบางไล่จับไปตามแขน ลำตัว และใบหน้าของเด็กชาย คิ้วบางขมวดขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่สัมผัส....

 

“พี่ครับ...” เด็กชายเรียกร่างบางตรงหน้าที่เมื่อจู่ๆ ก็นิ่งเงียบไป

“.......ฉันอยากพิสูจน์เรื่องที่นายพูด...นายรออยู่นี่ก่อนนะ” พูดขึ้นเมื่อตัดสินใจได้ในที่สุด พอตั้งท่าจะเดินไป เด็กชายก็ทำท่าจะเดินตาม จนต้องหันมาบอกว่าเขาไปไม่ไกล

แจจุงเดินห่างออกมาจากเด็กชายประมาณ 9-10 เมตร มือบางล้วงลงไปหยิบมือถือในกระเป๋าสะพาย กดหาชื่อคนที่เขาคิดว่าน่าจะช่วยเขาอธิบายและพิสูจน์เรื่องนี้ได้ แล้วก็โทรออก ..

“...นายไม่รู้ ว่าตัวเองชื่ออะไร...แล้วนายต้องตามหา ‘ตัวตน’ ให้พบภายในเวลา 7 วันนี้ ไม่งั้นนายจะไม่ได้กลับ นายว่างั้นใช่ไหม” แจจุงถามทวนคำพูดที่เด็กชายเคยบอก

“ครับ...” เด็กชายพยักหน้า

“งั้นก็มีคนเดียวที่จะช่วยเรื่องนี้ได้ และเป็นคนเดียวที่ฉันไว้ใจ...น้องชายของฉัน” พูดจบร่างสูงโปร่งของชายผู้มีผิวเข้มก็เดินเข้ามาใกล้จุดที่ทั้ง 2 คนยืนอยู่



“ว่าไงครับพี่แจจุง...เด็กคนนี้!” 

“ชางมิน มาพอดีเลย...ใช่อย่างที่ฉันบอกไหม?” เมื่อเห็นสีหน้าตกใจของน้องชายที่จ้องมองไปยังเด็กชายข้างตัวเขา เขาก็ยิ่งอยากรู้คำตอบว่าที่เขาคิดน่ะมันจริงรึเปล่า...ในใจภาวนาขอให้มันไม่จริง...แต่ถ้าดูจากสีหน้าของชางมิน...เขาคงผิดหวังแน่ๆ

“...ก็ไม่เชิงครับพี่...” ชางมินพูดออกมาในที่สุด

“หมายความว่าไง ก็ไม่เชิง?” งงกับคำตอบของน้องชายผู้มีไอคิวเกิน 180 ของเขาซะเหลือเกิน

“ก็คือ...เขาทั้งใช่ และม่ใช่สิ่งที่พี่บอกผม...ผมเองก็บอกไม่ถูก” ชางมินมองไปที่เด็กชายอย่างไม่วางตา

...นายบอกไม่ถูก...งั้นฉันคงบอกโครตผิดเลยมั้ง ไอ้น้องบ้านี่...แจจุงส่ายหัว

“....อะไรกันหรอคับ?..” เด็กชายมองคนสองคนตรงหน้าสลับไปมาอย่างงงๆ แล้วก็หันไปหยุดที่ชางมินที่จ้องเขามาได้สักพักแล้ว “พี่เห็นผมด้วยหรอคับ?”

ชางมินคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กชาย “ใช่..ฉันเห็นนาย แต่..ฉันว่าฉันคงสัมผัสตัวนายไม่ได้” มือหนายื่นออกไปเพื่อสัมผัส แต่เขากลับคว้าได้แต่อากาศธาตุที่เย็นๆชื้นๆ เที่เกาะกลุ่มกันบางๆ เท่านั้น เหมือนมือเขาทะลุร่างเด็กชายตรงหน้าไปโดยที่เด็กคนนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยซ้ำ...ภาพการกระทำดังกล่าวทำเอาแจจุงยืนตัวแข็งไปเลยทีเดียว

“....แล้วทำไมฉันถึงสัมผัสเด็กคนนี้ได้ล่ะ?” แจจุงได้สติ ก็ยื่นมือออกไปจับมือเด็กชายให้น้องดู ..เขาสัมผัสมันได้จริงๆ เพียงแต่มันแค่รู้สึกเย็นเท่านั้น

“....ผมคิดว่า...เด็กคนนี้ เขาจะต้องมีอะไรที่ยึดติด หรือผูกพันกับพี่มากก่อนที่เขาจะมาเป็นแบบนี้แน่ๆ ไม่งั้นพี่คงสัมผัสและมองเห็นเขาไม่ได้หรอก...อีกอย่าง เขาไม่ใช่พวกภูตผี หรือวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป ผมคิดว่าเขาคงเป็น ‘จิต’ ของใครสักคนที่หลุดออกจากร่าง และจากที่พี่พูดให้ผมฟังทางโทรศัพท์ ผมคิดว่าเขาคงต้องตามหา ‘ร่าง’เขาให้เจอภายใน 7 วันไม่งั้นเขาคงไม่ฟิ้นแน่ๆ...” ชางมินพูดออกมาตามที่ตนเข้าใจ แจจุงและเด็กชายพยักหน้าเห็นด้วย

“ว่าแต่...ทำไมพี่มองเห็นผมล่ะครับ?” เด็กชายเอ่ยถามชางมินอย่างสงสัย แต่คนที่ตอบกลับเป็นแจจุง

“คือ...ชางมินเป็นคนที่มีเซ้นต์พิเศษในเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เด็กน่ะ ขนาดโตมาความสามารถนี้ก็ไม่หายไป”

“มันยุ่งยากเหมือนกันนะ การที่นายสามารถเห็นอะไรที่คนอื่นเขาไม่เห็นน่ะ ฉันเองก็ใช่ว่าอยากจะเห็นมัน...หลายครั้งที่ฉันต้องทำเป็นว่าไม่เคยรับรู้หรือรู้สึกถึงพวกมัน และดำเนินชีวิตแบบปกติ...แต่มันก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้ตลอดเวลา เพราะวิญญาณบางตนก็รับรู้ได้เหมือนกันว่าใครมองเห็นมัน และส่วนใหญ่พวกนี้ก็นิสัยไม่ค่อยดีซะด้วยสิ...” ชางมินพูดขึ้นเหมือนมันไม่มีอะไรมากมาย แต่แจจุงก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ชางมินเป็นมาตลอดได้ เขาเชื่อในสิ่งที่น้องเขาพูดให้ฟังเสมอ แต่คนอื่นไม่มีใครคิดแบบเขา ...

“นายถึงได้เป็น เจ้าชายเย็นชา ทั้งที่ไม่อยากเป็นล่ะนะ” แจจุงพยายามพูดแซวเพื่อให้บรรยากาศมันดีขึ้น

“ใครจะเหมือนพี่แจจุงล่ะครับ เป็นผู้ชายแท้ๆ กลับได้ฉายาว่า นางฟ้า” ชางมินยิ้มล้อเลียน.

..กะจะแหย่น้องกลายเป็นว่าโดนน้องแขวะกลับซะงั้น ...แจจุงมองค้อน

และก่อนจะเกิดสงครามเย็นขนาดย่อมเด็กชายจึงต้องพยายามหาทางเปลี่ยนเรื่อง

“พี่ครับ...แล้วผมควรทำยังไง”เด็กชายหันไปถามชางมิน

“....นายคงต้องให้พี่แจจุงช่วยตามหาตัวตนของนาย เพราะดูเหมือนจิตของนายจะผูกพันอยู่กับพี่แจจุง ร่างของนายตอนนี้เป็นจิตวิญญาณที่หลุดออกมาจากร่าง ไม่ใช่วิญญาณของคนที่ตายแล้ว เพราะฉะนั้นนายน่าจะกลับเข้าร่างนายได้อีกครั้ง แต่ก็นะ คนน่ะ ถ้าจิตวิญญาณออกจากร่างนานเกินไปความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิญญาณกับร่างอาจขาดลงได้ และอย่างที่นายบอกพี่แจจุง ฉันคิดว่านายคงมีเวลาแค่ 7 วัน ไม่งั้นนายอาจจะไม่สามารถกลับมาหรือก็คือร่างนายที่ยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็จะไม่ฟื้นหรือถ้าคิดแย่กว่านั้น...นายอาจจะตายจริงๆ ในวันนั้น...” ชางมินย่อตัวลงมองหน้าเด็กชายที่สีหน้าเริ่มสลดลง “นายอย่างเพิ่งท้อนะ ยังไงนายก็ยังให้พี่แจจุงช่วยนายได้...ฉันบอกได้แค่นี้ จากนี้นายคงต้องให้พี่แจจุงช่วยตามหาตัวตนของนาย ไปอยู่กับพี่แจจุงสักพักคงไม่เป็นไร เพราะยังไงก็คงไม่มีใครเห็นนายหรอก...พี่จะช่วยเขาไหมล่ะ” ชางมินหันไปถามแจจุงที่ยืนฟังอยู่ตลอด

“ไอ้ช่วยมันก็ช่วยได้หรอกนะ แต่ว่าฉันไม่ว่างตลอดน่ะสิ ช่วงที่มีเรียนก็ออกไปตามหาไม่ได้ ...อีกอย่างที่ฉันสงสัยมากคือ ฉันไม่รู้จักเด็กที่มีอายุขนาดนาย หรือหน้าตาแบบนายนะ แล้วฉันไปผูกพันกับนายได้ยังไง” ...ถึงหน้าตาเด็กคนนี้จะดูคุ้นๆ ในความรู้สึกเขา แต่เขาก็ไม่รู้จักอยู่ดี แล้วจะช่วยได้ไหมเนี่ย...

“ผมว่า..มันไม่จำเป็นว่าจิตวิญญาณจะรูปร่างรึหน้าตาเหมือนตัวตนเสมอไปนะครับพี่แจจุง อาจจะคล้าย แต่บางที่ก็อาจไม่เหมือนเลย เพราะเขาเป็นแค่เศษเสี้ยวของวิญญาณที่หลุดออกมา ไม่ใช่วิญญาณทั้งหมด...ผมคิดว่าถ้าเขาเจอร่างของเขาเมื่อไหร่ จิตเขาจะรับรู้ได้เองครับ” ชางมินพูดออกมาอย่างผู้มีประสบการณ์

“อืม...งั้นฉันจะช่วยสุดความสามารถฉันละกันนะ” ...ไม่อยากปล่อยให้ใครหายไปต่อหน้าต่อตาทั้งที่ตัวเองสามารถช่วยได้หรอกนะ...

“ขอบคุณครับพี่” เด็กชายก้มหัวขอบคุณชางมินและแจจุง ...ผมยังมีหวังสินะครับ...

edit @ 6 Nov 2011 04:21:30 by KuRo'Hozu

Comment

Comment:

Tweet