7_z_DragoN View my profile

คู่รักข้างบ้าน 4

posted on 14 May 2013 19:26 by kuro-hozu in Ymeet

เอารูปนี้มาลงเพราะคู่นี้ก็ประมาณในรูปอ่ะ 

แต่เอสไม่ได้ใส่แว่น แล้วพีก็ผมสั้นกว่านี้หน่อยอ่ะนะครับ

คู่รักข้างบ้าน..4

มีคนมาบ่นกับผมว่า ตามอ่านในทวิตลำบาก เลยเอามาลงให้ในนี้แทน คงจะถูกใจนะครับ


ผมจำไม่ได้แล้วว่าเล่าถึงไหน แต่จะเล่าสิ่งที่ผมเก็บไว้เพื่อย้ำเตือนจิตใจจนถึงตอนนี้ ให้หลายคนที่ยังอยากฟัง จงชั่งใจ ..

หลังจากมากลับถึงบ้านเก็บของเสร็จ ผมก็เดินไปหาพีที่นั่งรออยู่ที่หน้าบ้านเช่าของเขาเอง เขายื่นแก้วที่มีน้ำเย็นๆอยู่เต็มแก้วให้ผม...ผมรู้ว่าคราวนี้ต้องคุยกันยาวแหง๋ๆ เลยได้แต่รับมาดื่มแล้วก็นั่งฟัง..

พี "..พี่คิดว่าผมควรหยุดดีไหมครับ" ผมงง"หยุดอะไร" พีสีหน้าสลดลง "ผมหมายถึงเรื่อง..ผมกับเอส" สีหน้าพีดูเศร้ามากทั้งๆที่ปกติผมเห็นเขาเป็นคนที่เฮฮาบ้าบอตลอด

"..ทำไมนายถึงคิดงั้นล่ะ" ผมถามเพราะไม่รู้ว่าระหว่างพวกเขาเกิดอะไรขึ้น..

"ผม..คิดว่าเขา..คงไม่อยากอยู่กับผมแล้วล่ะครับ" พีพูดไปก็กำมือตัวเองแน่นเหมือนพยายามข่มอารมณ์ตัวเองไว้

"พี่ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นนะ..ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ เล่าให้พี่ฟังได้ไหม..พี่ไม่อยากให้นายรีบตัดสินใจอะไรเร็วไปนะ" ผมพยายามพูดให้พีอ่อนลง

"ครับ.." พีถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วก็เริ่มเล่า..

"ช่วง1อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เอสกลับบ้านสายตลอด และออกจากบ้านแต่เช้าโดยไม่รอผม..เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย..ผมโทรหาก็ไม่รับ พอกลับมาก็นอนทันที..แทบไม่คุยกับผมเลย..พอผมถามก็พูดแค่ว่าไม่มีอะไร..เมื่อวานมือถือเขาดัง ผมจะรับให้ แต่เขาก็รีบมาแย่งออกจากมือผมไป แล้วเลี่ยงไปคุยที่อื่น พอผมถามก็บอกแต่ว่าเรื่องงาน..เรื่องงานนั้นมันคงจะดีมากสินะครับ..เขาถึงคุยไปยิ้มไปไม่หยุด...รอยยิ้มที่แทบไม่มีให้ผมเลย ตลอด 7 วันที่ผ่านมา..เมื่อเช้าพอผมบอกว่าจะไปส่งเขาที่มอ เขากลับบอกว่าเดี๋ยวเพื่อนมารับ..เพื่อนที่ผม ไม่เคยรู้จัก..รอยยิ้มเขามีให้ เพื่อน คนนั้น..แต่ไม่มีให้ผม.." พีกำมือแน่นจนเกร็งไปทั้งแขน ผมได้แต่นั่งมองเขาแต่ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะดูเหมือนสิ่งที่เขาอัดอั้นมันยังไม่หมดแค่นี้ พีคลายมือออกคุมอารมณ์แล้วเริ่มพูดต่อ

"ผมไม่ได้นอนมา 3 วันแล้ว ผมหลับไม่ลงจริงๆ..เมื่อเป็นแบบนี้ มันแสดงว่าผมไม่ควรอยู่ตรงนี้แล้วใช่ไหมครับ..ในเมื่อผมไม่มีค่าในสายตาเขาอีกแล้ว" น้ำใสไหลออกจากตาคนตรงหน้าจนผมตกใจ

"พี!" พีฟลุบลงกับโต๊ะ ผมทำไรไม่ถูกจึงได้เพียงแค่ตบบ่าเขาเบาๆ เป็นการปลอบ

"อย่าคิดมากนะ มันอาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้" พีเงยหน้าขึ้นมาเอามือปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ

"แล้วมันจะเป็นแบบไหนได้ล่ะครับ" ผมเกาหัว

"พี่ก็ไม่รู้ 55 แต่พี่ว่าเราอย่าเพิ่งรีบร้อนตัดสินใจดีกว่านะ ลองคุยกันให้รู้เรื่องก่อน แล้วค่อยตัดสินใจดีกว่า" ..

"แต่เขาไม่คิดจะคุยกับผมเลยนะครับ จะให้ผมคุยยังไงล่ะครับ" พีหน้าสลด

"พี่มีแผน!"ผมยิ้มเจ้าเล่ห์ พีทำท่าอยากรู้ทันที

"แผนไรครับพี่" แล้วผมก็พูดแผนของผมให้พีฟัง...

นั่งคุยกันอีกสักพัก เอสก็กลับมาเร็วกว่าที่เราคาด แต่ถึงไงก็ไม่ทำให้เราเสียแผน กลับทำให้เราได้ทำตามแผนเร็วขึ้น 55+ ..เอสเดินเข้าบ้านมาแบบสงสัยที่เห็นพีคุยกะคนอื่น(ผม)ที่เขาไม่รู้จักอย่างออกรสแถมไม่รู้ตัว(?)ด้วยซ้ำว่าเขาเดินเข้าประตูรั้วบ้านเข้ามาแล้ว จนเอสเดินมายืนใกล้ๆโต๊ะที่ผมนั่งคุยกันอยู่..

เอส"เอสกลับมาแล้วนะ"

"อืม" พีแค่ผงกหัวรับรู้ แล้ว(ทำเป็น)หันมาคุยกับผมต่อ(เราคุยกันเรื่องบอล ดีทีผมกับพีชอบทีมเดียวกันเลยคุยกันได้เรื่อยๆ จนบางทีก็ดูออกรสไปด้วยซ้ำ เอสหันมามองหน้าผมอย่างสงสัย แต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจ(ขอโทษนะ) 55+ เอสเลยต้องเดินเข้าบ้านด้วยความสงสัย

 ผมกับพี่ยังคง(ทำเป็น)นั่งคุยกันต่อไปอย่างออกรสออกชาด(55) สักพักเมื่อผมเห็นเอสเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินลงมาบ้านชั้นล่างแล้วผมก็หันไปพยักหน้าให้พี(พีนั่งหันข้างเข้าหน้าบ้าน ส่วนผมหันหน้าเข้าไปในตัวบ้าน)

ผมลุกขึ้นเดินไปรอพีหน้ารั้ว พีเดินเข้าไปเอากระเป๋าตังค์แล้วเดินออกมาโดยไม่หันไปมองและไม่พูดอะไรกับเอส แล้วก็เดินมาหาผมที่ยืนรออยู่ เอสเดินตามพีมาห่างๆ ด้วยท่าทางสงสัยแต่เหมือนเขายังไม่กล้าถามเมื่อเห็นว่าพีเงียบ เมื่อพีเดินมาหาผมผมบอกพีว่าเดี๋ยวแวะบ้านผมก่อน ไปเอาร่มเผื่อฝนตก พีพยักหน้า ผมกับพีกำลังจะเดินพ้นหน้าบ้านของเขา

เอสก็วิ่งมาอยู่ที่รั้วบ้านแล้วตะโกนถามพี “จะไปไหนกันหรอ”

พีหันมามองผมแว๊บนึง ผมพยักหน้า พีจึงตอบเอสไปด้วยเสียงที่พยายามให้นิ่งที่สุดและไม่หันไปมองหน้าเอส “...ไม่มีอะไรหรอก”

แล้วผมกับพีก็เดินมาที่บ้านผมปล่อยให้เอสยืนงงทำอะไรไม่ถูกอยู่หน้าบ้านตัวเอง..

ผมแวะเข้าไปหยิบร่มในบ้านแล้วเดินออกมาหาพีที่ยืนรออยู่ด้านนอก สีหน้าเขาดูแย่ลงไปอีก

“นายไม่เป็นไรนะ” เมื่อเริ่มเดินออกมาที่ปากซอยผมถึงเอ่ยปากถามพี

“แบบนี้มันดีหรอครับพี่..” คิ้วพีแทบจะพันกันอยู่บนหน้าเขา

“เอาน่า..เราก็แค่ ‘ทำแบบเดียวกับเขา’ ถ้าเขาเปลี่ยนไปจริงๆ เขาต้องไม่สนใจนาย ไม่ว่านายจะทำอะไร หรือกับใคร...แต่พี่ว่านะ แค่เมื่อกี้ก็น่าจะรู้แล้วล่ะ ...แต่ว่า ถ้าอยากให้ชัวร์ ต้องเล่นกันแรงหน่อย 55+”

ผมพูดแล้วตบบ่าเขา พีพยักหน้ารับ เราเดินมาจนถึงเซเว่นแถวหน้าปากซอย แล้วก็เข้าไปหาอะไรเล็กๆน้อยๆกิน แต่จุดประสงค์จริงๆคือ การฆ่าเวลา...

ผมกับพีเดินอยู่ในเซเว่นเกือบชั่วโมงจนพนักงานมองหน้าพวกผมแปลกๆ พวกเราเลยซื้อขนมนิดน้ำอัดลมหน่อยแล้วก็เดินหาที่ฆ่าเวลาที่ต่อไป...

ร้านหนังเป็นที่ฆ่าเวลาที่ดี แต่ก็ไกลจากเซเว่นมากโข แถมยังต้องข้ามสะพายลอยไปอีกฝั่งถนน แต่ไหนๆ เราก็มาเพื่อฆ่าเวลานี่นะ จะเป็นไรไป 55+ อยู่ร้านหนังกันอีกชั่วโมงกว่าแล้วก็ได้หนังกันมาคนละเรื่อง ไม่เช่าเดี๋ยวพนักงานด่า 55+

พอออกมาจากร้านหนังเท่านั้นแหละ ฝนเจ้ากรรมก็เริ่มโปรยลงมา แล้วเสียงมือถือพีก็ดังขึ้น พีหยิบมือถือขึ้นมา ชื่อเป้าหมายเราปรากฏอยู่ที่หน้าจอ เขาหันหน้ามาเป็นเชิงถามว่าจะรับดีไหม ผมพยักหน้า เราเดินเข้ามาใต้หลังคาร้านขายของใกล้ๆ เพื่อหลบฝนที่มีที่ท่าว่าจะตกแรงขึ้น พีกดรับโทรศัพท์แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ

“(พีอยู่ไหนหรอ)อยู่ตลาด..(จะกลับตอนไหน)ไม่รู้..(ฝนตกแล้ว ไม่เป็นไรหรอ)มีร่มอยู่...(อืม..)ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แค่นี้นะ” วางโทรศัพท์แล้วก็หันมามองหน้าผม ผมได้แต่ยิ้มให้กำลังใจเขา ในแผนเราคือพีต้องนิ่งมากๆ และทำเป็นไม่สนใจ มันอาจดูเหมือนง่ายนะครับ แต่ผมรู้ว่าพีฝืนใจทำมาก เพราะสายตาพีตอนนี้นั้นดูเศร้าเหลือเกิน..

ผมกับพีต่างคนต่างยินกันอยู่เงียบๆ กันอยู่สักพัก ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกง่ายๆ

“พี่ว่า เราคงต้องกางร่มเดินกลับแล้วล่ะ รออยู่แบบนี้ กว่าฝนจะหยุดคงอีกนาน” พีพยักหน้าเห็นด้วย..กางร่มแล้วค่อยๆ เดินกลับมาด้วยกัน ดีที่ร่มคันใหญ่เลยไม่ค่อยมีปัญหาในการเดินด้วยกันในร่มคันเดียวเท่าไรนัก ผมเป็นคนถือของ ส่วนพีเป็นคนถือร่มเพราะเขาสูงกว่าผม...

กว่าจะถึงบ้านเช่าก็ใช้เวลาพอสมควร เพราะฝนที่ตกแบบไม่หยุด ทำให้เราเดินกลับกันช้ามาก พอถึงหน้าบ้านพี ผมเห็นเอสนั่งรออยู่ที่ม้าหินหน้าบ้านด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจ(?)

ก่อนพีจะเดินเข้าบ้าน ผม(ทำเป็น)รั้งแขนพีเอาไว้

“ครับ?” พีหันมาด้วยความสงสัย ผมกวักมือเป็นสัญญาณให้เขาก้มลงหน่อย พีก้มลงมา

“อย่าทำแผนพังนะ วันนี้นายต้องอดทนทำตามแผนไปก่อน ค่อยดูเหตุการณ์พรุ่งนี้อีกที อดทนหน่อยนะพี แล้วก็เอามือถือนายมาหน่อย” พีพยักหน้ารับคำ แล้วล้วงเอามือถือในกางเกงส่งให้ผม

ผมรับมากดเบอร์ตัวเอง แล้วก็เมมชื่อเป็นตัวอักษรที่ไม่สามารถอ่านเป็นชื่ออะไรได้ลงไป พีมองด้วยความสงสัย “55 จะได้อยากรู้ซะให้ตายไปเลยไง ว่าชื่ออะไร 555+ เดี๋ยวพอพี่เข้าบ้านไปสักพักจะโทรหานะ (ยิงเบอร์เข้าเครื่องตัวเองเรียบร้อย) แกล้งวางมือถือไว้ข้างนอกล่ะ เข้าใจ๊” ผมยิ้ม

“เครครับ” พีตอบผมขำๆ

“ถ้าเขาถามว่าพี่เป็นใคร ก็บอกแค่ว่า ‘เพื่อน’ นะ ไม่ต้องบอกอะไรมากกว่านั้น แล้วก็ทำเป็นไปอาบน้ำซะ” พีพยักหน้า แล้วก็ยื่นร่มให้ผม จากนั้นเขาก็วิ่งเข้าบ้านไป

ผมเดินต่อมาสักพักก็ถึงบ้านเช่าของผมเอง เก็บของอะไรเรียบร้อยแล้วรอเวลาสักพัก ฝนเริ่มเบาลงเยอะแล้ว ผมหยิบมือถือขึ้นมากดโทรออก...สายแรก ไม่มีใครรับ

“...ไม่กล้ารับสินะ” โทรอีกรอบ รออยู่สักพักก็มีคนรับ แต่นั่นไม่ใช่เสียงพี

“ฮัลโหล ขอโทษนะครับ พีอาบน้ำอยู่ ไม่ทราบจะให้บอกว่าใครโทรมาครับ”

“ไม่เป็นไรครับ บอกให้เขาโทรกลับมาด้วยก็พอ” ผมตอบพยายามทำเสียงเรียบๆ (กลัวหลุดขำน่ะครับ ก็มันเป็นอย่างที่ผมคิดเลยนี่นา)

“...ครับ” เอสตอบกลับมาเหมือนน้ำเสียงจะขุ่นๆซะด้วย แล้วผมก็กดวาง ไม่เกิน 10 นาทีพีก็โทรมาหาผม

“นายอยู่ตรงไหนของบ้าน” ผมถามเขาทันทีที่กดรับ

“ตรงห้องโล่งชั้นล่างครับ” พีตอบ

“หาที่ที่มันเลี่ยงๆ ที่คุยกันได้โดยเอสไม่ได้ยินหน่อยสิ ไม่งั้นก็เข้าห้องนอนนายไปเลย”

“ได้ครับ” สักพักผมก็ได้ยินเสียงประตูปิด

“อยู่ในห้องแล้วครับ”

“เมื่อกี้เป็นไงบ้าง เล่ามาๆ” ผมพูดน้ำเสียงอยากรู้สุดๆ จนพีหลุดขำออกมาเสียงดัง

“55+ ก็ตามที่บอกไว้เลยครับ”

“นั่นไง กะแล้ว 555+” ดีใจซะเต็มที่จนพีก็ขำตามผมไปด้วย

“ทำไมพี่ถึงรู้ล่ะครับว่าเขาจะถาม” พีหยุดขำแล้วถามด้วยเสียงเบาลง(กลัวคนนอกห้องได้ยิน)

“ก็นะ ถ้าเป็นไปตามที่พี่คิดไว้ ยังไงเขาก็ต้องถาม ไงก็อดทนวางมาดไปอีกสักวันก่อนนะน้อง วันเดียวมันยังไม่ชัวร์หรอก” ผมเก๊กทำเสียงแบบผู้หยั่งรู้ทันที (จริงๆ ไม่ได้รู้อะไรหรอก555+)

“ครับ” พีตอบด้วยเสียงที่สดใสขึ้นมาก

“ 55+ งั้นก็...พรุ่งนี้เช้า เจอกันตามแผนนะครับ” ผมขำ

“เครครับ ฝันดีครับ” พียังอุตส่าห์มีมารยาทฝันดีผมด้วย

“พี่น่ะอาจจะฝันดี แต่นายน่ะ ระวังฝันร้ายร้ายนะคืนนี้ 5555+” ขำเต็มที่มาก ได้แกล้งเด็ก

“โธ่ ไหงงั้นล่ะครับ” พีตอบน้ำเสียงนอยด์ๆ

“55+ แค่นี้แหละๆ พรุ่งนี้เจอกัน” ผมรีบเลี่ยง เดี๋ยวไอ้นิสัยชอบแกล้งคนอื่นมันจะกำเริบ 555+

“ครับ” พีตอบ ผมก็กดวางทันที...พรุ่งนี้มาลุ้นกัน ^^

วันนี้เป็นวันที่ผมตื่นเช้ากว่าปกติ เพราะมี ‘ภารกิจสำคัญ’ 55+ วันนี้ไม่เอารถไปเองครับ มีสารถี หึหึ..

ผมเดินออกจากบ้านแล้วเดินมายืนรอที่หน้ารั้วบ้านพี ไม่นานพีก็เดินออกมา(แต่งชุดนิสิตเรียบร้อยเลย) เอสเดินตามพีมาติดๆ แต่ยังคงอยู่ในสภาพที่น่าจะเป็นชุดนอน พอเขาหันมาเห็นผมก็ชักสีหน้าแล้วดึงแขนพีไว้ทันที

“พีจะไปไหนหรอ วันนี้มีเรียนบ่ายไม่ใช่หรอ” พีเงียบ แล้วดึงแขนตัวเองออกจากมือเอส เอสดูจะงงกับท่าทางของพีมาก พีหันกลับเพื่อจะเดินมาที่รั้วหน้าบ้าน อีกไม่กี่ก้าวพีก็จะถึงรั้วแล้ว เอสก็มาดึงแขนพีไว้อีกรอบ

“พี...ใครหรอ” เอสหันมามองผม ผมยิ้มให้เขา พีหันไปแกะมือเอสออก

“เพื่อนน่ะ วันนี้เอสไปกะเพื่อนของเอสแทนละกันนะ พีคงไม่ได้กลับมารับ” พีเข็นรถออกมาที่ถนนหน้าบ้าน หันมาพยักหน้าให้ผม พอเขาสตาร์ทรถผมเลยขึ้นไปนั่งซ้อน สีหน้าที่เอสมองมันดูเหมือนไม่เข้าใจ หรือปวดใจกันแน่ ผมไม่อาจเดาได้

พอรถออกตัวไปผมก็ได้แต่จับบ่าพีไว้(ขับรถซิ่งจริงๆ) ออกมาจากปากซอยสักพักผมก็บอกพีให้ไปแวะร้านโจ๊กที่ผมเคยไปกินในตลาด พอถึงร้านเราก็หาที่นั่งเหมาะๆ สั่งโจ๊กกันคนละชามเรียบร้อย

“...ไหง ทำหน้างั้นล่ะครับ 55” ผมอดแซวไม่ได้จริงๆ พอออกจากตัวบ้านมาพีก็มีสีหน้าแบบ ‘ฉันขอโทษนะ’ ตลอดเลย...รักมากสินะ ผมล่ะอิจฉาจริงๆ แฮะ

“โธ่ พี่ครับ ตอนนี้ความรู้สึกสึกผิดจุกอยู่เต็มอกผมแล้วเนี่ย” พีโวยทันทีที่เห็นผมขำ

“5555 เอาน่าๆ ทนหน่อยๆ แต่พี่ไม่คิดว่านายรู้สึกผิดเลยนะ แสดงได้แนบเนียนขนาดนั้น 555555+” หัวเราะเต็มที่เลยครับ พีหน้าบูดเลยครับผม

“อ่ะๆ ไม่ล้อละ ไม่ล้อ” ผมยังยังนั่งยิ้มขำอยู่ดี กินโจ๊กกันเสร็จ พีก็ขับมาส่งผมที่หน้าคณะที่ผมต้องมาเรียน

“10 โมงมารับด้วยนะครับคุณสารถี เดี๋ยวจะพาไปที่ดีๆ” ผมยิ้ม พีพยักหน้ารับ เขาบอกผมว่าจะไปฆ่าเวลาที่หอสมุด

พอผมเดินเข้าห้องเรียนเพื่อนๆ ก็รุมถามผมกันใหญ่ “ใครอ่ะที่มาส่งน่ะ” “ไม่เคยเห็นมากับใครสักที” “หน้าตาดีด้วยบอกมานะ” “แอบไปมีกิ๊กเมื่อไหร่เนี่ย” ว่ากันนั่น ขนาดแฟนยังไม่มีจะไปมีกิ๊กได้ไงกันนะ 55+

“น้องที่อยู่บ้านเช่าใกล้กันน่ะ พอดีวันนี้ยืมตัวมาเป็นสารถี 1 วัน” ผมตอบแล้วก็เดินไปหาที่นั่ง เพื่อนๆ ทำท่าจะถามต่อ แต่ อ. เดินเข้าห้องมาพอดี

..10 โมง 10 นาที วันนี้ อ. ดันปล่อยช้า แถมดันให้งานมาเพิ่มอีก แต่พอลงมาจากห้องเรียนก็เจอพีนั่งรออยู่แล้ว ผมเดินตรงเขาไปหาทันที

“โทษทีนะ อ. ปล่อยช้าไปหน่อย”

“ไม่เป็นไรครับ” พียิ้มตอบผมด้วยท่าทางแปลกๆ

“มีอะไรรึเปล่า” ผมถามด้วยความสงสัย พีหน้าสลดลง

“เอสโทรมา 3 ครั้ง...แต่ผมไม่ได้รับ” ในมือพียังคงถือมือถืออยู่ เขากำมือถือแน่นจนผมกลัวเขาจะบีบมือถือพัง ผมดึงมือถือออกมาจากมือเขา

“งั้น พี่เก็บไว้ให้ก่อนละกัน” พีมองผม แล้วพยักหน้ารับช้าๆ แล้วก้มหน้าลงกับมือตัวเอง ผมตบบ่าเขาเบาๆ

“...ไปกันเถอะ” พีลุกจากม้าหินแล้วเดินตามผมตรงไปที่รถของเขา ผมบอกทางให้เขา แล้วเราก็มาหยุดอยู่ที่ศาลาริมน้ำหน้ามหาลัย เราเดินมานั่งที่ในศาลา ช่วงนี้เป็นเวลาที่ปลอดคนมาก มันเลยให้ความรู้สึกดีมากที่ได้นั่งซึมซับบรรยากาศดีๆ แบบเงียบๆ...

นั่งเงียบกันมาสักพัก ก็มีเสียงข้อความเข้ามาที่มือถือพี ผมหยิบขึ้นมาดู เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ ผมเลยส่งมือถือไปให้พี แล้วบอกให้เขาอ่านซะ พีรับมือถือไปเปิดข้อความอ่านสีหน้าเขาแย่ลงไปอีก

“เขาว่าไงบ้าง” ผมถามเพราะเห็นพีเอาแต่เงียบหลังอ่านข้อความจบ

“....เขาบอกว่า วันนี้เขาไม่มีเรียนแล้ว พอดี อ.ต้องเข้า รพ.กะทันหัน ...เขาอยากให้ผมรีบกลับบ้านหลังเรียนเสร็จ เขามีเรื่องจะคุยด้วย” พีสีหน้าสลดลง ดูเขาจะกังวลไปอีกทาง ส่วนผมน่ะคิดไปอีกทาง

“หึหึ..” ผมยิ้ม พีหันมามองผมด้วยความสงสัย

“วันนี้นายโดดเรียนบ่ายได้ไหม” (ชวนน้องทำเลวแล้วไง อย่าเอาอย่างผมนะครับ) ผมถาม

“ได้ครับ วิชานี้ไม่เช็คชื่ออ่ะครับ” พีตอบ

“อืม พี่ไม่มีเรียนบ่าย..งั้นเราไปหาซื้ออะไรไปไว้กินตอนเที่ยง แล้วกลับไปทำ ‘เรื่องนี้’ ให้มันจบๆ กันเถอะ” ผมลุกขึ้นแล้วเดินไปที่รถ พีก็รีบเดินตามผมมาทันที สีหน้าเขาดีขึ้นมาก...

..พีเป็นคนที่จริงจัง และจริงใจมากคนหนึ่งทีเดียว ในความคิดผม...สีหน้าเขา มันอ่านได้ง่ายมากจริงๆ ว่ากำลังรู้สึกยังไง..

พีกับผมแวะซื้อข้าวที่โรงอาหารมหาลัยก่อนจะตรงกลับบ้านเช่า ผมบอกให้พีโทรถามเอสด้วยว่าจะเอาอะไรไหม คำตอบที่ได้คือ

“อะไรก็ได้ พีซื้ออะไรมา เอสก็กินได้ทั้งนั้นแหละ” คนฟังงี้หน้าบานไปแล้วครับ แต่ผมต้องเตือนสติโดยแตะที่หน้าแข้งเขาไปหนึ่งที แก๊กเข้มหน่อยๆ จะมาเสียแผนตอนนี้ได้ไง แหม๋ เจอหวานมาหน่อยเดียว พีละลายตายไปแล้วครับ ไม่ไหวๆ 555+

มาถึงบ้านเช่าตอนเที่ยงนิดๆ เอสนั่งรออยู่หน้าบ้าน(อีกแล้ว) และพอหันมาเห็นผมเท่านั้นแหละ รังสีอาฆาตแผ่พุ่งจนผมงี้ขนลุกเลยฮะ(ผมรู้สึกงั้นจริงๆนะ)จะตายก่อนได้กินข้าวเที่ยงไหมเนี่ยผม

แต่ถึงจะจ้องผมให้ตาย ผมก็ไม่ยอมให้เสียแผนหรอกครับ พีบอกเอสให้ไปหยิบจานมาเผื่อผมด้วยจะได้นั่งกินด้วยกัน เอสทำตามครับ แต่สายตางี้เหวี่ยงผมไปสามตลบ ส่วนไอ้คนที่กำลังหยิบข้าวออกจากถุงไม่ได้รู้เรื่องจนน่าหมั่นไส้เลยทีเดียว และด้วยความหมั่นไส้

“โอ้ย! พี่แตะผมไมอ่ะครับ” หันมาโวยผมอีกเมื่อโดนลูกแตะผมไปรอบที่สองของวัน

“หมั่นไส้ มีปัญหาม่ะ” พาลครับ 55+

“หมั่นไส้ไรล่ะครับ” พีเกาหัวงงๆ

“ก็แฟนแกไง จะฆ่าหักคอพี่อยู่แล้ว” ผมตอบ

“ห๊ะ?” พีมึนครับ จริงๆ เลย ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเขาเลย ถึงว่าดิ โดนเขาเมินมาตั้งเกือบอาทิตย์มันเพิ่งมารู้สึกตอนสามวันหลัง = =” 

สงครามขนาดย่อมระหว่างผมกับพีสงบลงทันทีที่เอสยกจานข้าว ขวดน้ำ และแก้วน้ำใส่ถาดออกมา ข้าวกลางวันวันนั้นเป็นอะไรที่...ผมสยองที่สุดตั้งแต่นั่งกินข้าวกับคนอื่นมาเลย จะไม่สยองได้ไงครับ ก็มีคนจ้องจะฆ่าผมอยู่ตรงหน้า แต่อีกคนนั่งข้างผมก็ดันบริการผมดีเกินเหตุอยู่นั่นแหละ ไม่ได้รับรู้เลยว่าแฟนมันจะฆ่าผมตายกลางโต๊ะกินข้าวอยู่แล้ว (ยังดีที่รอดมาได้อ่ะนะ)

กินข้าวเสร็จเอสอาสาเอาจานไปล้างให้ ผมกับพีเลยนั่งคุยกันอยู่หน้าบ้าน(ดีที่บ้านพีร่มครับ มีต้นไหม้เยอะเลยนั่งหน้าบ้านได้โดยไม่ร้อน) กระซิบแผนกันนิดหน่อย พอเอสออกมาก็พากันเงียบเป็นแถบ..

นั่งเงียบกันทั้งสามคนอยู่สักพัก บรรยากาศมาคุสุดๆ ผมเลยสะกิดพี พีเลยต้องเอ่ยปากก่อนคนแรก

“...เอสบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับพีไม่ใช่หรอ” เปิดประเด็นกันแบบตรงสุดๆ

“คือ...”เอสหันมามองหน้าผม เหมือนไม่อยากพูดต่อหน้าผม ผมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

“พูดมาเถอะ เพื่อนพีฟังได้หมดแหละ” พียังคงเก๊กได้เนียนครับ

“.....”เอสยังคงมองหน้าผมแล้วก็เงียบ

“ถ้าเอสไม่พูด พีก็จะไม่รอฟังแล้วนะ” พีลุกจากโต๊ะ ผมลุกตาม เราทำท่าจะออกจากบ้าน เอสหน้าหมองลง ทำอะไรไม่ถูก แต่พอผมกับพีกำลังจะเดินพ้นรั้วบ้านไปที่รถ เอสก็วิ่งออกมาหาพี

“เข้าไปคุยกันในบ้านก่อนนะพี ให้เพื่อนพีอยู่ฟังด้วยก็ได้” เอสดึงเสื้อด้านหลังพีเอาไว้ สีหน้าเหมือนจะร้องไห้นั่นทำเอาผมรู้สึกผิด...

เราเดินเข้าไปนั่งกันที่โซฟาในบ้าน ผมกับพีนั่งทีโซฟาตัวยาว ส่วนเอสนั่งที่โซฟาตัวเล็กตรงข้ามกับพวกผม

“.....คือ..พีกับเขา(เอสหมายถึงผม)เป็นอะไรกันหรอ” เอสถามออกมาแบบกล้าๆ กลัวๆ

“ก็แค่เพื่อน พีบอกเอสแล้วไง” พีตอบเสียงเรียบ

“แล้วทำไม..”เอสเหมือนไม่กล้าพูดต่อ ผมรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่เลยต่อให้

“ทำไมถึงต้องไปไหนมาไหนด้วยกันใช่ไหมครับเอส” ผมพูดออกไปเสียงนิ่งจนเอสหันมามองผมแบบอึ้งๆ พีหันไปมองเอสเชิงถามว่าที่ผมพูดน่ะจริงไหม

“...อืม” เอสพยักหน้า พีทำท่าจะตอบ แต่ผมจับบ่าเพื่อเบรกเขาไว้

“ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น พีเขามีคำถามจะถามเอส อยากให้เอสช่วยตอบคำถามพีก่อนได้ไหมครับ แล้วอะไรที่เอสสงสัย ผมจะตอบให้ทั้งหมด โอเคไหมครับ” เอสฟังผมด้วยท่าทางสงสัย แต่ก็พยักหน้ารับ ผมจึงหันไปหาพี

“นายสงสัยอะไร นายก็พูดออกไปซะ”

“ครับ” พีรับคำผมทันที เขาหันหน้าไปมองเอสตรงๆ

“มันเป็นคำถามที่พีถามเอสหลายครั้งแล้วล่ะ แต่วันนี้พีจะถามอีก หวังว่ามันจะไม่ใช่คำตอบเดิม...ไม่กี่วันมานี่ เอสเป็นอะไรกันแน่ ทำไมมันไม่เหมือนเดิม” คำถามที่ทำเอาเอสนั่งนิ่งอึ้งไปเลย

ผมคิดว่ามันคงเป็นคำถามเดียวกันกับที่เอสจะถามพีแน่ๆ...

“......” ไม่มีคำตอบออกจากปากเอส แล้วพีก็เหมือนอารมณ์เริ่มจะเดือดขึ้นมา

“ถ้าเอสไม่พูด พีก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรเหมือนกัน ถ้าอยากให้มันเป็นแบบนี้ต่อไป ก็ตามใจละกันนะคุณ(พีพูดชื่อจริงเอส)” พูดจบ พีก็ลุกขึ้นแล้วก็เดินขึ้นไปชั้นสองของบ้าน เสียงปะตูปิดเสียงดังตามมาทำเอาเอสสะดุ้ง ส่วนผมได้แต่นั่งมองเอสนิ่งๆ

...เป็นใครก็ต้องมีน้ำโหทั้งนั้น ผมเห็นท่าทางของเอสผมเองยังโมโห ผมรู้มันต้องมีสาเหตุบางอย่างที่เขาไม่อยากพูดให้พีรู้ หรือพูดกับพีไม่ได้ แต่เขาก็ไม่อยากให้พีไม่เหมือนเดิม ทั้งๆที่ตัวเขาเองกลับทำตัวแปลกไป..ในเมื่อคนหนึ่งเปลี่ยน จะให้อีกคนทนที่จะอยู่แบบไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ได้หรอก ใช่ไหมล่ะครับ..

เอสฟุบหน้าลงกับเข่าตัวเอง ในหัวเขาตอนนี้คงมีแต่เรื่องของพี โดยไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าผมยังนั่งอยู่ตรงหน้าเขา..

“...เอสคงไม่อยากเลิกกับพีหรอกใช่ไหมครับ” ผมพูดออกไปในที่สุด เอสเงยหน้าขึ้นมาแล้วส่ายหัวแรงๆ น้ำตาไหลเต็มสองแก้มและตาก็แดงไปหมด

“แล้วทำไมไม่บอกเหตุผลพีเขาไปล่ะครับ” สงสารก็สงสารนะครับ แต่ถ้าไม่พูดกันให้รู้เรื่อง มันก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นอย่างที่ผมคิด

“.....”เอสก้มหน้าลง น้ำตายังคงไหลไม่หยุด

“ความเงียบ มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกนะครับ เรื่องบางเรื่องถ้าไม่พูดกันก็มีแต่จะทำให้เข้าใจผิด แล้วสุดท้ายก็มีแต่จะทำให้เสียใจทั้งสองฝ่าย ผมเป็นคนนอก ผมไม่รู้หรอกว่าเอสมีเหตุผลอะไรสำคัญขนาดไหนจนพูดไม่ได้ แต่ผมอยากจะถามเอสหน่อยว่า เอสจะยอมรับและทนได้ไหมถ้าเหตุผลนั้นเป็นเหตุที่ทำให้เอสเลิกกับพีในที่สุด” เอสเงยหน้ามองผมด้วยสายตาที่แสดงถึงความตกใจสุดๆ กับสิ่งที่ผมพูด

“เอสรู้ใช่ไหม พีเป็นคนจริงจังและใจร้อนมาก” เอสพยักหน้ารับคำผม

“งั้นเอสลองคิดนะครับ นิสัยแบบพีน่ะ เขาจะทนได้สักแค่ไหน” สีหน้าเอสหมองลงทันที

“เท่าที่ผมเห็นท่าทีของเอส ผมก็พอจะรู้ว่าเอสเองก็รักพีมาก แต่เอสรู้ไหม ความสามารถในการรับรู้ของคนเราน่ะ มันไม่เหมือนกันหรอก อย่างพีน่ะ ถ้าเอสไม่พูด ไม่แสดงออก เขาก็ไม่มีทางรู้หรอกนะครับ...ถ้าผมพูดขนาดนี้แล้ว เอสยังคงไม่คิดจะพูด ผมก็คงรับรองไม่ได้เหมือนกันว่าจากนี้พวกคุณจะยังสามารถมองหน้ากันได้อีกไหม” พูดจบผมก็กำลังจะลุกขึ้น

แต่เสียงของเอสก็ดึงความสนใจทำให้ผมนั่งลงอีกครั้ง

“..ผมไม่รู้จะพูดไงดี...มันเหมือนไม่ใช่ตัวผม...ช่วงนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองแปลกไปหมด.. ผมรู้จักนิสัยตัวเองดี แต่นี่..ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ พอเป็นเรื่องของพี...” เอสปาดน้ำตาออก หันหน้ามามองผมตรงๆเหมือนเขาตัดสินใจได้ แล้วเริ่มพูดต่อ

“ช่วงนี้ผมคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลย ยิ่งพออยู่ใกล้พี...ผมหมายถึง....อารมณ์ที่อยากจะสัมผัสน่ะครับ” เอสเห็นผมทำหน้างง เขาเลยอธิบาย เล่นเอาผมยิ้มออกมา พอเขารู้ว่าผมเข้าใจหน้าเขาก็เริ่มแดง

“แล้ว..?” ผมชักอยากรู้เพิ่ม

“คือ...ในหัวผมมันแบบ...จินตนาการไปทั่วเลย..ขนาดเวลาเรียนยังแทบไม่มีสมาธิ..แล้วอาทิตย์ก่อน ขนาดว่าเรา..” พอถึงตรงนี้เอสก็หน้าแดงแป๊ด ผมงี้แทบหุบยิ้มไม่ได้จนต้องเอามือปิดปากตัวเอง

แต่ก็อยากรู้นี่ครับ เลยคะยั้นคะยอต่อ “แล้วไงครับ”

เอสก้มหน้าแดงๆ ลง กุมมือตัวเองแน่น “ก็ขนาดเราทำจนเหนื่อยทั้งคู่แล้ว ผมยังต้องการอีก” พูดรวดเดียวจบ แล้วก็คว้าหมอนข้างๆ มาปิดหน้าตัวเองไว้แน่น

“ว๊ากกกก ไม่เอาแล้ว ผมไม่พูดแล้ว” เอสโวยวายมุดอยู่กับหมอน จนไม่รู้เลยว่าอีกคนเดินลงมานั่งอยู่ข้างๆ ผมแล้วด้วยรอยยิ้มที่บานจนหุบไม่ได้ 

ผมหมั่นไส้เลยต่อยบ่าพีไปอย่างแรง

“โอ๊ย ผมเจ็บนะครับพี่!” พีร้องออกมาด้วยความเจ็บเอามือถูบ่าไปมา แล้วเสียงพีก็เรียกให้เอสเงยหน้าขึ้นมาจากหมอน มองมาที่ผมกับพีสลับกันไปมาด้วยท่าทางตกใจมาก

“พี....มาอยู่นี่ได้ไงอ่ะ” เอสพูดออกมาในที่สุดเมื่อเห็นว่าอยู่ๆ พีก็โผล่มานั่งข้างผม “พีไม่ได้เข้าห้องไปหรอก พีแค่ทำเป็นปิดประตูห้องแรงๆ แล้วนั่งฟังอยู่หน้าห้องน่ะ” พีอธิบาย เอสหน้าแดงเป็นลูกตำลึงเลยครับ 55+

“งั้น....งั้นพีก็ได้ยินหมดเลยอ่ะดิ อ๊ากกกกกกกกก” มุดหัวเข้าไปในหมอนอีกแล้ว 555+

พีขำ “ใช่แล้ว พีได้ยินหมดเลย” ยังมีหน้าไปบอกเขาอีก หน้าบานเชียวนะ

“ไม่เอาแล้ว เอสไม่พูดแล้ว” พูดออกมาจากหมอนด้วยเสียงอู้อี้

“เห? ไม่ได้นะครับ เอสยังอธิบายไม่หมดเลยนะ” ผมแกล้งแหย่ต่อ

“ใช่ๆ เอสยังไม่ได้อธิบายทั้งหมดเลย” พีรีบเห็นด้วยกับผมทันที

“จะให้พูดอะไรอีกล่ะ แค่นี้ก็อายจะแย่แล้ว” เอสโวยลั่นแล้วคว้าหมอนอีกใบมาปาใส่พี ส่วนอีกใบก็ยังคงปิดหน้าตัวเองต่อ ผมได้แต่นั่งหัวเราะที่พีแทบจะหน้าหงายเพราะรับหมอนไม่ทันโดนหน้าเข้าจังๆ

“แต่มันก็ยังหน้าสงสัยอยู่ดีนะครับ พีเล่าให้ฟังว่าเอสไม่ยิ้ม ไม่พูดกับเขา แล้วก็ยังไมมอกับเพื่อนที่เขาไม่รู้จักด้วย” ยังไงผมก็ยังสงสัยอยู่ดูว่าทำไมเอสถึงต้องทำแบบนั้น ถึงมันจะพอเดาได้บ้าง แต่มันก็ไม่ทั้งหมด ผมเลยอยากได้คำตอบ

“คือ...ผมคิดว่า ยิ่งผมอยู่ใกล้พี ผมยิ่งคิดไปทั่วก็เลยพยายามออกห่าง แล้วยิ่งถ้าพีไปส่งที่มอ ตัวเรามันก็จะต้องใกล้กันใช่ไหมครับ เลย...คนอื่นไปส่งดีกว่า แล้วก็เพื่อนคนนั้น เขาเป็นแฟนของพี่รหัสเอสเองครับ พอดีเราลงวิชาเดียวกัน เขาเลยอาสามารับให้ พีไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก” เอสอธิบาย ผมพยักหน้าเข้าใจ

แต่อีกคนนี่สิ “คนนั้น..แฟนพี่ชัยหรอเอส” พีถามด้วยท่าทางตกใจ

“ก็ใช่น่ะสิ เอสเคยบอกพีแล้วนี่ว่าพี่ชัยก็มีแฟนเป็นผู้ชายเหมือนกันน่ะ” เอสตอบแล้วทำหน้างอใส่พีแต่อีกคนคงเห็นว่าน่ารักมั้งครับ ยิ้มแป้นเลย

ผมชักทนบรรยากาศหวานเลี่ยนนี่ไม่ไหวซะแล้วสิ

“อืม...ก็เข้าใจกันละนะ  งั้นพี่ขอตัวดีกว่า” ได้เวลาชิ่งล่ะครับ พอผมลุก เอสก็คว้าแขนผมไว้ซะงั้น

“เดี๋ยวสิครับ ยังไม่ได้ตอบที่ผมถามเลยนี่นา...แล้วทำไมพีถึงเรียกคุณว่าพี่ล่ะ”

ผมยิ้ม “ก็เพราะว่าพี่อายุมากกว่าเอสไงครับ ส่วนเรื่องที่เอสสงสัย ก็ให้พีเป็นคนตอบละกันนะครับ พีเขารู้เรื่องทั้งหมดดี พี่ขอตัวกลับบ้านพี่ดีกว่า ขืนพี่อยู่ตรงนี้นานๆ พี่ได้เป็นโรคเบาหวานแน่ 55+”

ขอแซวให้หน้าแดงเล่นก่อนกลับ แล้วก็ทิ้งขี้ไว้ให้พีเคียร์ แค่นี้ผมก็พอใจละครับ...

เรื่องนี้ทำให้ผมได้คิดอะไรหลายๆ อย่าง..

การเป็นคนรักกันไม่ว่าจะเป็นอะไรเราก็ไม่ควรจะมีเรื่องปิดบังกัน ถึงแม้บางเรื่องมันจะน่าอาย แต่ก็ยังดีกว่ามันกลายเป็นสาเหตุให้ต้องเลิกกัน

ถ้าใครสักคนเขารักคุณจริงๆ ไม่ว่าเรื่องไหนที่คุณทำ สิ่งไหนที่คุณเป็น มันก็น่ารักสำหรับเขาทั้งนั้นแหละครับ

จงอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจ

ในเมื่อคุณคิดจะแชร์ใจให้ใคร คุณก็ควรแชร์เรื่องราวระหว่างกันให้รับรู้ด้วยนะครับ ...

เรื่องของสองคนนี้อาจจบด้วยดี แต่ก็มีหลายคู่ที่เลิกกันเพราะเรื่องเล็กน้อย

ฉะนั้น คิดไว้เสมอนะครับว่า การคบกัน ก็คือการสัญญาว่าจะ “ยอมรับ” ทุกเรื่องของเขา ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็อย่าคบกันให้ต้องเจ็บเลยนะครับ...

ฝันดีครับ